ลูกชายเฮ็ดงานอยู่พัทยา

 

เสียงเพลง Shape of You ของ Ed Sheeran ดังลอยขึ้นมาบนห้องของฉันทุกเช้า ไม่ใช่กลุ่มวัยรุ่นหรือร้านขายเครื่องเสียงที่ไหน แต่ดังมาจากรถเข็นขายน้ำตรงหน้าอพาร์ทเม้นต์ หนุ่มผมยาวผู้ตั้งชื่อร้านตัวเองด้วยลูกเล่นที่เกือบเชยว่า ‘ผู้ชายขายน้ำ’ รสชาติชามะนาวของเขากลมกล่อมดี อาจเพราะเขาเลือกฝานมะนาวเต็มลูก แทนที่จะเหยาะน้ำสังเคราะห์จากขวด

นอกจากเพลงของเอ็ด อีกอย่างที่เขาฟังคือพระเทศน์ เขาเคยพูดกับกับฉันครั้งหนึ่งว่าถือศีล 5 อย่างเคร่งครัด ชัดเจนทุกครั้งเวลาฉันไปขอแลกเหรียญสิบเพื่อหยอดเครื่องซักผ้า เขาไม่เคยปฏิเสธ แม้ว่าร้านอื่นจะบอกว่าไม่มี ทั้งที่เหรียญวางอยู่ตรงหน้าก็ตาม

 

ยามหน้าหอก็อีกคนที่มีคาแรกเตอร์ชัดเจน ตาแดงก่ำตลอดเวลา ผิวเกรียมแดด แต่ใบหน้ามักฉาบรอยยิ้มเสมอ

เป็นเวลาเดือนกว่าที่ลุงยามย้ายมาประจำที่นี่ มีพัดลมเล็กหนึ่งตัว ทีวีน้อยอีกเครื่องก็เติมเต็มมุมทำงานให้สมบูรณ์ ทั้งเดือนนั้นฉันมีประโยคที่คุยกับลุงยามอยู่ 2 แบบ  คือ “ฝากรถด้วยนะคะ” และ “ร้อนมั้ยลุง” นอกนั้นคือการยิ้มทักทายประสาคนเจอหน้ากันทุกวัน แต่ไม่ได้สนิท

เช้านี้เป็นอีกวันที่เพลง Shape of You ดังมาปลุก ฉันลุกไปเก็บผ้าที่ซักมา 4 วันแล้ว แต่ไม่แห้ง ฝนกระหน่ำลงมาไม่ลืมหูลืมตา หนักหนาเกินไปจนทำให้ใจหน่วงไปด้วย

ฉันลงมาจะเอารถเพื่อออกไปข้างนอก ปรากฏว่ามีรถจอดซ้อนคันอยู่และไม่ได้ใส่เกียร์ว่าง สิ่งที่ทำได้คือยืนหลบฝนอยู่ข้างลุงยาม รอเจ้าของมาขยับรถ

“หนักเลยนะวันนี้” ลุงยามหมายถึงฝน ฉันยิ้มรับ แล้วว่า “หนักเป็นอาทิตย์เลย นี่ซักผ้า 3-4 รอบแล้วค่ะ” เงียบไปหนึ่งอึดใจ แล้วคำถามต่อมาค่อยดังขึ้น

“เป็นคนขอนแก่นติ” แกคงถามจากทะเบียนรถ

“ใช่ค่ะ ลุงเป็นคนที่ไหน”

“คนสารคาม” ประโยคนี้กลายเป็นสำเนียงอีสาน ทันทีที่รู้ว่าเป็นคนบ้านเดียวกัน จากประโยคภาคกลางอันเหินห่างก็กลายเป็นใกล้ชิดขึ้น

ลุงยามพักอยู่ในบ้านเช่าสุดซอย ฉันเคยเดินเข้าไปดูอยู่เหมือนกัน เป็นบ้านไม้เก่าร่มรื่น ส่วนมากเป็นคนขับแท็กซี่และยามอาศัยอยู่ ยิ่งเป็นห้องน้ำรวมและไม่มีเครื่องปรับอากาศ ยิ่งลดค่าใช้จ่ายไปได้อีกโข

แกเล่าว่าก่อนหน้านี้เคยทำงานเป็นยามหน้าบริษัทแต่ต้องย้ายออกมา เพราะเบื่อระบบ

“มันต้องเข้าแถวตะเบ๊ะบ่อยเกิน บ่ไหว เลยต้องขอเขาย้าย” ว่าแล้วก็หัวเราะยกใหญ่ “มาอยู่นี่สบายใจกว่า”

“แล้วคิดสิอยู่โดนบ่จ้า” ฉันถาม

“กะโดนอยู่ จนกว่าหนี้สิหมดพู่นล่ะ”

จบประโยคฉันเงียบไป เพราะไม่รู้จะตอบอย่างไร

“สู่มื่อนี้ กะขอเงินลูกเอา ลูกซายเฮ็ดงานอยู่พัทยา”

ฉันเงียบ รอฟังต่อ ก่อนที่แกจะพูดออกมาเบาๆ

“มันเป็นกระเทย แต่งโตให้เขามาถ่ายรูป กะได้เงินหลายอยู่” เสียงฝนดังกลบช่องว่างของบทสนทนา ฉันพยักหน้ารับแล้วหันไปมองม่านฝน

 

กี่ชีวิตที่ต้องทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำเพราะหนี้สินรัดตัว กี่เส้นทางที่คนต้องเดินทางแต่ไม่ได้ไปเที่ยว ไม่ได้จะบิ้วให้เป็นวงเวียนชีวิตอะไร แต่ฉันขุ่นใจทุกครั้งที่มีคนบอกว่าเพราะขี้เกียจถึงจน หรือรัฐบาลที่บอกว่าประชาชนจะหวังพึ่งรัฐอย่างเดียวไม่ได้ ก็ไม่ใช่เพราะโครงสร้างที่กดหัวคนอยู่หรือ จึงทำให้ขยับไปไหนไม่ได้

จริงอยู่ คนหนักไม่เอาเบาไม่สู้นั้นมีอยู่จริง คนที่ขี้เกียจจนไม่น่าแปลกใจว่าเขาจะไม่พัฒนาไปไหน แต่คงไม่ค่อยแฟร์นักที่จะบอกว่าให้ขยันแล้วชีวิตจะดีเอง ทั้งที่เราก็เห็นอยู่ว่าชีวิตจริงไม่ได้ง่ายขนาดนั้น

หลายคนคงว่า ความยุติธรรมไม่มีอยู่จริงหรอก ส่วนความเท่าเทียมน่ะเหรอ อย่าหวังเลย

ฉันเห็นสิ่งนั้นในแววตาลุงยามระหว่างประโยคที่พูดกับฉันว่า “ดีเนาะ เรียนสูง กะได้เฮ็ดงานดี” ฉันได้แต่ยิ้มรับอีกครั้ง เราเงียบกันไปพักใหญ่ แกค่อยเล่าเรื่องอื่นขึ้นมา

“เมื่อคืนฝันเห็นเลข ซื้อไป 50 บาท ถืกหวย สบายไปเป็นอาทิตย์อยู่”

“ถือว่าเป็นโชคเป็นหมานของเฮา ซื้อหลายกว่านี้อาจสิบ่ถืก” ฉันว่า ลุงยามหัวเราะเสียงดัง

มื้อได๋ถืกรางวัลที่ 1 มื้อนั่นละสิได้กลับบ้าน

 


ภาพถ่ายโดย : สุภาวดี กลั่นความดี

End

กลับด้านบน