ความฝันของคนหนุ่มสาว

 

ฉันเคยถามพ่อแม่ว่าทำงานเดิมๆ มาตั้ง 20-30 ปี ไม่เบื่อบ้างหรือ แม่ตอบฉันด้วยรอยยิ้มว่า “มันก็เป็นงานน่ะลูก ทำจนชิน” ส่วนพ่อไม่ต้องตอบก็รู้ว่างานคือความสำเร็จของพ่อ คือความสุขในชีวิตที่ได้ทำมันซ้ำๆ แล้วมองมันงอกเงยขึ้นเป็นสมบัติส่วนตัว

 

ฉันไม่เคยชอบทำอะไรซ้ำๆ นอกจากเขียนหนังสือ กินบะหมี่เกี๊ยวปูหมูแดง และฟังเพลงที่ชอบสมัย ม.ต้น

การทำอะไรซ้ำๆ มันน่าเบื่อ จำเจ และไม่เห็นจะสนุกตรงไหน เด็กยุคมิลเลนเนียลหลายคนก็คงคิดแบบนี้

 

และฉันก็มาค้นพบว่า แม้แต่ในงานที่เรารักที่สุดก็ยังมีความน่าเบื่ออย่างน่าเศร้า

กับงานเขียนชิ้นที่อ่านแล้วคิดว่าใช้ได้ที่สุด สภาพการทำงานคือหน้ามัน น้ำไม่อาบ และทุกข์ทรมานกับการเขียนไม่ออก

 

การเขียนหนังสือเป็นความตั้งใจหนึ่งเดียวที่ยึดถือมาได้ตลอดชีวิตและยังเขียนทุกวัน การได้เข้าไปทำงานที่ไรท์เตอร์ รับฟังประสบการณ์และมองนักเขียนรุ่นพี่เช่น บินหลา สันกาลาคีรี, วรพจน์ พันธุ์พงศ์, อุทิศ เหมะมูล ฯลฯ ยิ่งขับไฟในตัว และพยายามพัฒนาตัวเองขึ้นมาเรื่อยๆ ขยันทำงาน ขยันลงพื้นที่ คิคคำและจังหวะของตัวเองให้คมขึ้น ชัดขึ้น น่าอ่านมากขึ้น ณ ตอนนี้ก็ทำได้เท่าที่ทำ

 

“เราต้องผ่อนงานรับจ้างลงบ้าง แล้วหันไปทำงานศิลปะอย่างจริงจัง” พี่หนึ่ง วรพจน์ เคยพูดกับฉันและเพื่อนหนุ่มในร้านเบียร์ย่านสามเสน

“แต่พี่ไม่ได้หมายความว่าให้ไปอดข้าวมาสิบวันนะ มันคนละเรื่อง” พวกเราขำขื่นกับมุขของพี่หนึ่งเมืองน่าน แหงละ การทำงานศิลปะกับการอดข้าวมันคนละเรื่อง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่ใช่เรื่องเดียวกันในประเทศที่ศิลปะไม่งอกเงยเช่นนี้

และไม่ใช่เฉพาะศิลปินหรอก หลายอาชีพก็มีความทุกข์เป็นของตัวเอง

ฉันเห็นเพื่อนที่เป็นหมอหลายคนบ่นถึงคุณภาพชีวิตอันย่ำแย่ นอนน้อยบ้างละ เงินค่าเวรออกช้าบ้างละ หรือแม้แต่ปัญหาสิทธิด้านการรักษาพยาบาลที่เป็นปัญหากันอยู่ตอนนี้ หลายคนเป็นวิศวกร สถาปนิก ดูเหมือนชีวิตจะไปได้สวยแต่ก็ต้องอยู่ภายใต้ระบบการฮั้วประมูล ปัญหาเรื่องการแย่งชิงที่ทำเงินแถมต้องแข่งกับต่างชาติด้วย หลายคนทำงานบริษัทเอกชนแต่ก็ต้องรีบทำยอดทั้งที่เด็ก ป.4 ก็รู้ว่าเศรษฐกิจเราย่ำแย่มากี่ปีแล้ว และไม่มีท่าทีจะดีขึ้น

 

ถ้าจะให้พูดเหมือนพี่ตูน บอดี้แสลม ฉันเชื่อว่าทุกคนมีความฝัน แต่แล้วก็ถูกทำร้ายซ้ำๆ ด้วยผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าเด็กในประเทศอยากจะทำอะไร อยากเป็นอะไร และอยากมีชีวิตแบบไหน

ทุกคนต่างบอกว่าทำเพื่อประเทศชาติ แต่สุดท้ายเราก็เห็นอยู่ว่าไม่เห็นมีใครได้อะไรนอกจากมองพวกเขาโยนบอลทองคำไปมาในวงตัวเอง

อันที่จริงฉันเป็นคนมีความสุขง่าย แค่ดูละครช่อง 3 ไปกินอาหารตามรีวิวในทวิตเตอร์ กินเบียร์ที่บาร์ดีๆ นั่งดูหม่ำเท่งโหน่ง หรือหนังดีๆ สักเรื่อง ก็ทำให้สมองโล่งได้แล้ว โดยไม่จำเป็นต้องให้ใครมาคืนความสุขให้

สิ่งที่ฉันเชื่อมาตลอดคือ หนุ่มสาวเป็นวัยที่มีพลังและเป็นกลุ่มคนที่จะอยู่กับประเทศของพวกเขาไปอีกนาน พวกเขาเลือกความสุขของตัวเองได้ และมันคงเป็นเรื่องโหดร้ายเหลือเกินที่คนหนุ่มสาวต้องคิดกับตัวเองว่าได้แค่นี้ก็ดีแค่ไหนแล้ว

ทั้งที่ชีวิตเราควรดีกว่านี้ได้อีกมาก

 


ภาพถ่ายโดย : ริชชา ปิยะฉัตรโสภา

End

กลับด้านบน