ก่อนเที่ยง

-1-

ถ้าจับเวลาทั้งชีวิตของคนมาใส่ใน 24 ชั่วโมง สมมุติให้อายุขัย 80 ปีแบบเต็มที่ไปเลย เราจะได้ค่าเฉลี่ยตัวเลขสวยๆ คือ ปีละ 18 นาที ดังนั้นนาฬิกาชีวิตของฉันเพิ่งเดินมาถึง 8 โมงเช้า

ยังเช้าและแจ่มใสเกินกว่าจะตื่นตระหนกกับอะไร พูดให้ง่ายคือ ยังมีเวลาดื่มกาแฟอยู่หลายอึก

แต่ในโลกความจริง หลายคนกำลังกลัวการเข้าสู่เลขสาม บทความเรื่องการเตรียมรับมือกับเลขสามถูกแชร์แล้วแชร์อีกในโซเชียลฯ ไม่นับภาพยนตร์ละครที่ตอกย้ำเลขสามให้กลายเป็นตัวเลขแห่งความหวาดหวั่น

 

“เพิ่งรู้ว่าอายุสามสิบนี่มันดีมากเลย” พี่ชายคนหนึ่งเคยพูดกับฉัน “มึงจะรู้จักตัวเองดี และรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไร” เขาขยายความต่อ

“น่าอิจฉา” ฉันว่า “แต่ตอนนี้ไม่ถึงสามสิบ ก็คิดว่ารู้จักตัวเองพอสมควรแล้วนะ”

พี่ชายหัวเราะแล้วบอกสั้นๆ “เออ เดี๋ยวก็รู้”

 

ฉันขี้อวดไปอย่างนั้นเอง นึกถึงคำที่พี่หนึ่ง วรพจน์ ชอบพูดบ่อยๆ “เธอต้องรู้ว่าชีวิตจะเอาอะไร”

“ชีวิตจะเอาอะไร” คำถามสั้นๆ ที่ตอบโคตรยาก อันที่จริงก็พอรู้อยู่บ้างแหละ แต่การเดินไปให้ถึงชีวิตที่เราจะเอา นี่ไม่ง่าย

 

 -2-

ไทเป เที่ยงคืน ฝนข้างนอกยังตกเป็นปรกติ คุณลุงในชุดยูนิฟอร์มนั่งหันหน้าติดกระจกมองสายฝนอย่างไร้จุดหมาย กลิ่นหอมบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปลอยอบอวลผสมกลิ่นลูกชิ้นนึ่ง

ไม่แน่ใจว่าคุณลุงมีใครรออยู่ที่บ้านรึเปล่า แต่เดาว่าคุณลุงน่าจะกำลังคิดถึงใครสักคน

 

เบียร์ยังมีขายตลอดคืน ฉันและเพื่อนนั่งโซ้ยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในมินิมาร์ทด้วยความหิวโหย ใกล้ๆ กัน คุณลุงกินบะหมี่หมดถ้วยแล้ว ขวดตรงหน้าเป็นน้ำเปล่า ไม่ใช่เบียร์

ฉันเดาไม่ได้ว่าดึกป่านนี้ทำไมคุณลุงไม่กลับบ้าน อาจทะเลาะกับแฟน ยังไม่อยากกลับ หิวกลางดึก หรือบางทีอาจแค่ติดฝน พอเห็นภาพนี้ก็ชวนให้คิด คนอายุ 50 ก็เหงาได้ ไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเหงาเฉพาะคนหนุ่มสาว

นาฬิกาชีวิตของคุณลุงน่าจะอยู่ที่ประมาณบ่ายสาม แม้จะห่างจากฉันพอสมควร แต่นาทีนี้เราติดฝนพร้อมกัน ดังนั้นเวลาจึงไม่สำคัญ

หลายคนบอกว่า ฝนที่ไต้หวันทำให้เป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายๆ เมืองเทาๆ ฉ่ำๆ นี้ทำให้เหงาได้โดยไม่ต้องพยายาม

 

นาทีนี้ฉันแทบไม่ต้องคิดว่าชีวิตจะเอาอะไร มีให้เลือกสองอย่าง ระหว่างเบียร์ชิงเต่า กับ ไต้หวันเบียร์ ฉันเลือกเปิดกระป๋องชิงเต่าที่เย็นเฉียบ กลิ่นหอมมอลต์อ่อนๆ ลอยแตะจมูก รสชาติไม่ได้สุดยอดขนาดนั้นหรอก แต่ดื่มได้เรื่อยๆ บาง จืด แต่ไม่น่าเบื่อ ถ้าคุณลุงได้ดื่มอาจจะรู้สึกเบื่อน้อยลงก็ได้

 

ฉันนั่งมองฝนตามคุณลุง นึกถึงข้อบังคับบางเรื่องที่เคยอ่านเจอว่า สิ่งที่ควรทำก่อนอายุ 30 คือออกเดินทาง แต่ฉันจะไม่ตอกย้ำให้คนทำงานช้ำใจหรอก เพราะการออกเดินทางไม่ได้ง่ายขนาดนั้น มีเรื่องจุกจิกที่ต้องจัดการเยอะแยะ ก่อนที่ฉันจะได้มานั่งทำเท่ดื่มเบียร์ในมินิมาร์ทกลางดึก ที่ไทเปก็ต้องทำอะไรที่ไม่เท่เยอะ

 

ไม่ใช่ทุกคนจะชอบออกเดินทาง เพื่อนหนุ่มคนหนึ่งเคยพูดกับฉันว่า “ไปเที่ยวแล้วเสียดายตังค์ อยากนอนมากกว่า” ว่าแล้วก็เกาคางแมวสองสามทีด้วยสายตารักใคร่ คนแบบนี้ มีหมากับแมวอย่างละตัว ก็คงอยู่เล่นกับสัตว์เลี้ยงได้ทั้งชีวิต

 

-3-

“พ่อซื้อบ้านหลังแรกตอนอายุเกือบ 40 นู่น” บทสนทนาบนมื้อเย็นว่าด้วยเรื่องความฝันและความมั่นคง แม้ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ จะบอกคนละแบบ แต่ฉันก็อยากฟังต่อ

ฉันถามพ่อว่าความฝันในวัยหนุ่มคืออะไร มีแรงบันดาลใจแบบใด และมีใครเป็นต้นแบบหรือเปล่า คำตอบคือไม่มี มีเพียงชีวิตที่ต้องเป็นไป เรียนหนังสือเพราะมีโอกาสได้เรียน ทำงานเพราะมีโอกาสได้ทำ ใช้ชีวิตวัยรุ่นแบบหัวหกก้นขวิด ต่อยมวยวัด นั่งรถข้ามอำเภอเป็นวันเพื่อไปเรียนหนังสือ ทั้งหมดไม่ได้มีแรงบันดาลใจใดๆ เลย นอกจากใช้ชีวิตเท่าที่มีชีวิต

ทุกวันนี้ฉันไม่เคยเห็นพ่อเบื่อที่จะทำงาน ในวัยใกล้เกษียณพ่อยังภูมิใจกับโปรเจ็กต์ใหม่ๆ อ่านหนังสือพิมพ์ทุกวัน เขียนหนังสือ วาดรูป และจดบันทึกอย่างสม่ำเสมอ มีบ้างที่ไม่ทันโลก ดื้อดึงแบบคนมั่นใจในตัวเอง แต่ฉันไม่เคยเห็นแววตาที่หวาดกลัวชีวิตเลย แม้ในวันที่ป่วยเข้าโรงพยาบาลอย่างหนักที่สุด

เมื่อฉันถามว่า แล้วพ่อผ่านชีวิตมาได้ด้วยอะไร พ่อตอบสั้นๆ

“ก็ชีวิตน่ะลูก”

ง่ายแค่นั้นเอง

 

-4-

ฉันเคยหมกมุ่นกับคำว่าแรงบันดาลใจ เคยหดหู่ใจเมื่อเห็นคนวัยเดียวกันไปได้ไกลกว่า เคยกลัวเลข 25 และความจริงก็ควรจะกังวลกับเลข 30 ที่กำลังเข้ามา แต่คิดอีกที ก็ไม่มีอะไรต้องกังวล

ในมือมีเบียร์ และอีกตั้งนานกว่าจะเที่ยง  

 

ภาพถ่ายโดย ริชชา ปิยะฉัตรโสภา

End

กลับด้านบน