เชียงคาน แก่งคุดคู้ และรถทัวร์เอ็กซ์คลูซีฟ

เพลง ระหว่างเรา ของ อรอรีย์ ดังขึ้นตรงระเบียงริมโขง ฉันเปิดเพลงจากเพลย์ลิสต์ที่มีแต่เพลงอรอรีย์มาเป็นเดือนแล้ว จนเพื่อนๆ เบื่อหน่าย แต่มันก็ยังนั่งฟังและจิบเบียร์กระป๋องแบบไม่ซีเรียส…

 

ฝั่งลาวเปิดเพลงของบอดี้สแลมดังจนลอยมาถึงนี่ ฟังออกว่าเป็นเพลง ยาพิษ ที่นั่นดูสนุกสนานดี แต่ที่นี่ดูสงบเงียบกว่า เราเลือกเกสต์เฮ้าส์ที่มีระเบียงติดแม่น้ำ ด้านหน้าเป็นถนนคนเดิน คงไม่มีอะไรเพอร์เฟ็กต์ไปกว่าเชียงคานที่ไม่มีนักท่องเที่ยว

ใช่ เราก็เป็นนักท่องเที่ยว แต่เราไม่ชอบนักท่องเที่ยว

ช่วงกลางสัปดาห์ผู้คนยังไม่มีเวลาเอาร่างกายมาปะทะสายลมบนภูเขา นาทีนี้พวกเราจึงครองเชียงคานเต็มรูปแบบ พูดให้ขี้อวดน้อยลงหน่อย คือพวกวัยรุ่นที่ทำทีมากินเบียร์เงียบๆ ในเมืองเงียบๆ โดยไม่มีคนมาแย่งที่ เอาจริง มันก็ชิคๆ คูลๆ ดีเหมือนกัน

วันแรกที่ไปถึงพวกเราไม่ทำอะไรเลยนอกจากกินเบียร์ กินข้าว กินเบียร์ และนอน ตื่นเช้ามาตักบาตร สายมาหน่อย ก็ควบจักรยานคนละคัน ตั้งใจจะปั่นลุยไปที่แก่งคุดคู้ ระยะทางรวมไปกลับ 10 กิโลฯ ซึ่งแน่นอนว่าคนระดับแก๊งหมาป่า (เรียกกันเอง) อย่างพวกเราไม่มีกลัวแน่นอน

ฉับพลันที่ตัดสินใจว่าจะปั่นจักรยานในระยะทางไกลขนาดนั้น ก็พบว่าจักรยานของป้าเจ้าของเกสต์เฮ้าส์ไม่น่าจะไปไหนได้ไกลกว่าซื้อผักที่ตลาดข้างบ้าน โอเค มันสภาพดี แต่นึกออกมั้ยว่า มันต้องใช้วงปั่นหลายรอบ แบบยิกๆๆ กว่าจักรยานจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ ตะกร้าหน้ารถก็เอียงกะเท่เร่พร้อมจะหักลงมาตลอดเวลา

พวกเราจึงไปหาร้านขายจักรยาน ทำทียิ้มแย้มแจ่มใส และถามดื้อๆ ว่า ไอ้ที่ขายเนี่ย ขอเช่าได้มั้ย

พี่เจ้าของร้านผู้ไว้หนวดมองหน้านิ่ง ใช้ความคิดแว้บหนึ่ง ก่อนตอบสั้นๆ ว่า “ได้”

ด้วยความถูกชะตา ทุกอย่างจึงง่ายดายเกินคาด ว่าแล้วก็เลือกเอาคนละคัน พร้อมตะลุย ฉันเข้มทำเป็นปั่นนำหน้าเพื่อนได้ไม่เท่าไหร่ ก็ขอยอมแพ้มาอยู่ท้ายแถวแทน โดนรถบรรทุกบีบแตรใส่ 2 ครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใจที่แกร่งดั่งหินผาสะดุ้งแต่อย่างใด

ใช้เวลาปั่นพอให้หลังเปียก พวกเราก็มาพบว่า แก่งคุดคู้นั้น คงจะง่วงนอนอยู่ เพราะน้ำแห้งเผือดมาก มองเห็นเป็นดินไกลสุดลูกหูลูกตา มีเด็กน้อยเล่นเตะบอลกันอยู่ พวกที่โตแล้วก็พยายามจะไปแย่งเด็กเล่น จบลงด้วยการยอมแพ้แล้วมายืนถ่ายรูปกันแทน

ใช้เวลาอยู่ที่นั่นพอสมควรเพื่อที่จะเกิดคำถามว่า กูมาทำไมวะ แล้วจึงปั่นกลับ

ขากลับไม่ค่อยโหดเท่าไหร่ เพราะตอนนั้นขาแข็งเป็นหินไปแล้ว กลับมาคืนจักรยานที่ร้านพี่หนวด ฉันถูกตาต้องใจกับจักรยานที่ปั่นไปมาก

“มันเกิดมาเพื่อกู” ฉันบอกเพื่อน แล้วแย้บถามพี่เค้าว่าขายในราคาเท่าไหร่ ตัวเลขที่ได้ยินไม่สัมพันธ์กับเงินในกระเป๋า เพื่อนจึงตบบ่าแล้วบอกว่า “มึงยังมีเวลาคิดจนวันกลับกรุงเทพฯ ถึงตอนนั้นค่อยมาดูอีกทีก็ยังทัน” ฉันจึงยอมจากมาโดยไม่ดื้อด้าน เรายังมีเวลาตัดสินใจ

กลับมาถึงเกสต์เฮ้าส์ นั่งพักให้ลมแม่น้ำผ่านหน้าสักพักค่อยไปหาข้าวกิน อากาศตอนบ่ายแก่เหมือน 7 โมงเช้า เย็นสบาย

ป้าที่ขายข้าวคงเห็นสภาพพวกหิวโหย 6 คน จึงยกหม้อข้าวให้ทั้งหม้อโดยไม่คิดเงิน แล้วทำไข่เจียว ไข่กระทะ แกงจืดผัดกะเพรามาให้แบบเยอะล้นจาน พวกเราขอบคุณไป 5-6 รอบ แล้วกินโดยไม่พูดไม่จาเหมือนคนไม่รู้จักกัน

ทุกจานกลายเป็นจานเปล่าภายในวินาทีเดียว (เวอร์ไว้ก่อน แค่อยากบอกว่ากินกันเร็วมาก) สิริรวมราคาคนละ 50 บาท ที่กรุงเทพฯ ราคานี้คงซื้อได้เพียงข้าวมันกับไก่ไม่กี่ชิ้นเท่านั้น

“ชีวิตจะงดงามอะไรขนาดนี้วะ” ฉันว่า

“เออ” เพื่อนหนุ่มตอบสั้นๆ ไม่คิดจะมีคำคมต่อให้เพื่อนเอามาเขียนได้เลย แต่ดูรู้ว่ามันก็คงรู้สึกเหมือนกัน

 

หัวค่ำ ถนนคนเดินเปิดแล้ว ผู้คนพลุกพล่านแต่ไม่ถึงกับแน่นมาก ฉันคุยไปเรื่อยจนเจอวิศวกรหนุ่ม เคยทำงานที่ญี่ปุ่น อนาคตไกล เงินเดือนสูง แต่เลือกที่จะกลับบ้านมาขายขนม

“อยู่นี่สบายๆ ดีนะ ผมว่า เครียดมาเยอะแล้ว” เขาพูดด้วยรอยยิ้ม ว่าแล้วก็แอบหยิบขนมแถมมาให้อีกชิ้น คนที่นี่จะใจดีเกินไปแล้ว

พระอาทิตย์หล่นลงแม่น้ำโขงในตอนที่เพื่อนๆ กำลังเล่นเกมคิดเลขอยู่ในห้อง ฉันนั่งอยู่ริมระเบียงคนเดียว ป้าเจ้าของเกสต์เฮ้าส์จึงมานั่งคุยด้วย

“มีเหงาบ้างมั้ยคะ” ฉันถาม หลังจากป้าเล่าให้ฟังว่ามีลูก 2 คน เรียนจบมหาลัยที่กรุงเทพฯ และทำงานต่อที่นั่นเลย

“ก็มีบ้างน่ะนะ แต่เดี๋ยวลูกคนโตก็คงกลับมาอยู่นี่แล้ว” เราคุยกันสักพัก ป้าเล่าให้ฟังว่ามีญาติอยู่โขงฝั่งนั้น

“จริงๆ ก็เป็นคนลาวเหมือนกันน่ะแหละ แค่อยู่คนละฝั่งแม่น้ำ”

ฉันพยักหน้ารับ เห็นด้วยเพราะฉันเองก็รู้สึกเหมือนกัน

เราคุยกันต่ออีกซักพัก คุณป้าเล่าเรื่องการล่องเรือตามแม่น้ำโขงผ่านจังหวัดต่อจังหวัดจนมาลงหลักปักฐานที่นี่ จนกลายเป็นวิถีบ้านไม้ริมน้ำอย่างที่เห็นทุกวันนี้

คุณป้าขอตัวไปนอนก่อน ส่วนฉันนั่งต่อซักพักมองสายน้ำโขงที่ดำสนิท แล้วค่อยเข้านอน

รุ่งขึ้น เราหากาแฟกินจนไปเจอร้านเท่ๆ ร้านหนึ่งอยู่ในซอยเงียบสงบ มีหนังสือและหนังเก่าขาย เพื่อนหนุ่ม 2 คน จำเป็นต้องกลับก่อน ต้องนั่งรถข้ามเขาไปเพชรบูรณ์ ฉันแว้นมอไซค์ไปส่งเพื่อนที่ท่ารถ เวลาผ่านไปจนเกือบเย็น เพื่อน 2 คนนั้นส่งข่าวมาว่า ถูกทิ้งอยู่ปั๊มกลางเขา และต้องขึ้นรถที่มีตะกร้าผักวางอยู่เต็ม

“กูแม่งต้องยืดขาข้ามตะกร้าผักเพื่อไปนั่งอะเพื่อน แล้วสภาพลมตีหน้านี่มึงอย่าให้พูด” เขาเล่าให้ฉันฟังหลังจากรอดชีวิตแล้ว

ฉันหัวเราะ นึกในใจ นี่ถ้าฉันซื้อจักรยานแล้วปั่นกลับ อาจจะสบายกว่านั่งรถทัวร์ที่เราไม่ได้ถูกตาต้องใจ

 

อย่างไรก็ตาม พวกนั้นปลอดภัยดี ส่วนฉันกับคนที่เหลือ เมื่อถึงเวลาก็ออกเดินทางอีกครั้ง — ด้วยรถทัวร์ที่นั่งสบายที่สุดในโลก

 


เรื่อง : ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย
ภาพ : สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

End

กลับด้านบน