เก้าอี้เคลื่อนที่เองในวันที่อยู่ออฟฟิศคนเดียว

%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87

 

สมัยที่ไรท์เตอร์ตั้งสำนักงานใหญ่อยู่ตึกสูงระฟ้า (มี 8 ชั้น แต่เราอยู่ชั้น2) กลางซอยอารีย์ (เดินเข้าซอย 700 เมตร เลี้ยวซ้ายตัดเข้าเซเว่น ตรงไปเรื่อยๆ เลี้ยวขวาผ่านใต้อาคาร ผ่านสนามเด็กเล่นอันเงียบเหงา ทะลุอาคารเลี้ยวขวา เจอตึกที่มีคุณยายหลังค่อม ชอบจ้องหน้าเขม็ง ยืนอยู่ข้างล่างในตอนเช้าเสมอ)

อย่างไรก็ตาม เรื่องทางเข้าออฟฟิศ ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้

 

เรื่องมีอยู่ว่า เวลาประมาณ 3 ทุ่มของวันหนึ่ง ซึ่งควรจะเป็นเวลาของเบียร์ หรือปิดเล่มกันอย่างคึกคักของคนในกอง แต่วันนั้นต่างออกไป ห้องที่เคยอยู่กันอบอุ่นแบบพอดีใจ วันนี้เหลือแค่ฉันคนเดียว

คอมพิวเตอร์หนึ่งตัว ขวดเบียร์เปล่าเรียงราย เก้าอี้ว่างหลายตัว และเสียงแอร์คราง ยิ่งทำให้ห้องเงียบกว่าเดิม

คนอื่นๆ เพิ่งกลับไปได้ไม่นาน ฉันตัดสินใจว่าจะนั่งเคลียร์งานต่ออีกนิด และเพิ่งมารู้ตัวภายหลังว่า นี่อาจเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต

 

เสียงรถที่เคยวิ่งผ่านหน้าอาคาร เสียงจอแจของเด็กโรงเรียนอนุบาลฝั่งตรงข้ามเงียบไปตั้งแต่ตอนเย็น จะมีก็แต่เคอร์เซอร์กะพริบตรงจอคอมฯ ที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดในตอนนี้

หลังความเงียบเริ่มเข้าปกคลุม ฉันเริ่มสะกดจิตตัวเอง ตำนานเรื่องเล่าสยองขวัญต่างๆ ที่เคยฟังมาในชีวิตไม่ว่าจากเดอะช็อค หรือนิทานของยาย เริ่มผุดขึ้นมาในหัวทีละเรื่อง ก่อนผสมปนเปกลายเป็นเรื่องสยองขวัญเรื่องใหม่

“เก้าอี้พวกนี้แม่งจะมีคนนั่งอยู่มั้ยวะ” นี่คือเสียงที่ดังขึ้นในหัว ใจตอนนั้นคือไม่เอาแล้ว ไม่อยากอยู่ตรงนี้แล้ว

ได้ยินเสียงพัดลมดังก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก ก๊อกแก๊ก อยู่ตรงมุมห้อง หันซ้ายสามจังหวะ ขวาสามจังหวะ แล้วก็หยุดนิ่งยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ ก่อนจะหันไปทางซ้ายอีกครั้ง…

พัดลมและแอร์ยังส่งเสียงครางอย่างแข็งขัน แต่แล้วก็มีอีกเสียงดังขึ้นมาคั่น แบบไม่รู้เนื้อรู้ตัว

ครืดดดด…

จังหวะนั้น ฉันนั่งจ้องเก้าอี้ที่อยู่ตรงหน้าเขม็ง คิดในใจว่าลองสู้กับมันสักตั้ง “มึงมา มึงมาเลยยย”

แต่เก้าอี้ตัวนั้นยังนิ่ง

ความจริงฉันลืมไปว่ามีเก้าอี้ตัวใหญ่อยู่ข้างหลังอีกตัว

 

เสียงล้อเก้าอี้เลื่อนครั้งแรก ฉันกลั้นใจไม่หันไปดู แต่กดปุ่มปิดโปรแกรม ปิดเฟซบุ๊กอย่างรวดเร็ว ปัญหาเดียวคือมันไม่ยอมปิด…

“มึงมาค้างอะไรตอนนี้ สัดเอ๊ยย” ฉันครางในใจ

เคอร์เซอร์เปลี่ยนจากกะพริบ กลายเป็นวงกลมหมุนวนไร้กาลเวลา

ในขณะที่กำลังล่กสุดชีวิต เสียง ครืดดดด… ครั้งที่สองก็ดังขึ้นอีกครั้ง ตอกย้ำว่าฉันไม่ได้คิดไปเอง

กลั้นใจกลับหลังไปมองเก้าอี้ตัวนั้น และโคตรมั่นใจ ว่ามันไม่ได้อยู่ที่เดิม

เก้าอี้นิ่ง คล้ายกำลังมองหน้าฉัน สัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่างที่พวยพุ่งออกมาจากตรงนั้นอย่างรุนแรง

จอคอมที่หมุนวน หยุดหมุนแล้ว มันกำลังปิดตัวเองลงอย่างสงบ ฉันรีบเก็บข้าวของแล้วคว้ากุญแจรถ วิ่งไปปิดพัดลม ปิดแอร์ และปิดไฟ

ในความมืด ฉันพยายามวิ่งไปให้ถึงประตูโดยเร็วที่สุด แล้วฉันก็สะดุดเข้ากับลังไวน์ที่พี่เลิง-วงดำเลิง วงษ์สวรรค์ ส่งตรงมาจากอเมริกาให้พี่ต้อ-บินหลา จนหัวแทบคะมำ

โชคดีที่ไวน์ไม่แตก และคางฉันไม่กระแทกพื้น ถ้ามีกล้องวงจรปิดจับภาพอยู่ นี่คงเป็นภาพที่ดูอเนจอนาถใจต่อผู้ชมอย่างถึงที่สุด

ปิดประตูได้ ล็อกห้องเรียบร้อย เดินลงบันไดมาท่ามกลางบรรยากาศหนังตลก 69 ของเป็นเอก รัตนเรือง ตรงไปที่รถด้วยความหดหู่ ท้องฟ้ามืดสนิท ในซอยไร้ผู้คนเหมือนเมืองร้าง ขับรถออกมา มีเพียงแสงไฟหน้ารถที่ส่องสว่าง

ฉับพลันขนก็ลุกถึงหลังหู ตอนเหลือบไปเห็นศาลเจ้าตรงซุ้มต้นกล้วย หลอดไฟสีเขียวกะพริบติดๆ ดับๆ ชุดไทยที่คนเอามาถวายห้อยบนต้นไม้โดดเด่นท้าสายตา มองผ่านๆ เหมือนมีนางรำลอยอยู่เหนือศาล

แวบคิดไปถึงเรื่องที่ตัวเองปากหมาไปเมื่อตอนกลางวันแล้วก็ใจหายวูบ ปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งวันแล้วก็อุทานกับตัวเองว่า “เชี่ยแล้ว กูพูดอะไรออกไป..”

 

ย้อนกลับไปตอนกลางวัน เดินผ่านศาลต้นกล้วยมากับ ‘ใหญ่’ คู่หูไรท์เตอร์เหมือนปรกติทุกวัน ที่ไม่ปรกติคือ ข้างๆ ศาล มีเนินดินโล่งๆ อยู่เนินหนึ่ง เป็นเนินดินที่ต้องเดินผ่านอยู่ทุกวัน ที่แปลกไปคือวันนั้นขณะที่เรากำลังเดินผ่าน เห็นมีธูปจุดเรียงเป็นวงกลม แล้วมีคนท่าทางแปลกๆ นั่งอยู่ในนั้น

“เค้าทำเหี้ยอะไรวะ” นี่คือคำที่เราโพล่งกับเพื่อน หลังจากเดินผ่านไปไม่นาน

“ไม่รู้…” ใหญ่ตอบเรียบๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก เหมือนจะเตือนว่า เรื่องนี้ไม่ควรพูด

เราเงียบไป และนึกเสียใจกับคำว่า ‘เหี้ย’ ที่พูดออกไป

แม้จะเป็นคนรุ่นใหม่ และพูดแอ็คอาร์ตเสมอว่าตัวเองไม่เชื่อเรื่องผี แต่ขณะที่ขับรถผ่านศาลต้นกล้วยนั้น ฉันสบถคำว่าเหี้ยในใจกลบความกลัว ก่อนขอโทษ และยกมือไหว้           

เรื่องบางเรื่องก็ไม่ควรพูดจริงๆ  

 

End

กลับด้านบน