สองสหายในเมืองเกินร้อย

eveadventure_09

เราสบตากับร้อยเอ็ดครั้งแรกกลางท้องฟ้า ทุ่งนาเขียวบ้าง ไม่เขียวบ้าง มีบ้านคนกระจุกอยู่เป็นก้อน มองจากข้างบน เหมือนว่าที่นี่ จะมีพื้นที่ให้ป่ามากกว่าคนอยู่อาศัย ต่างจากมหานครที่เราจากมา

บนระดับกี่ฟุตไม่แน่ใจ เพราะกัปตันไม่ได้บอก เครื่องบินค่อยๆ ลดระดับลง น้ำในหูสั่น กระดูกค้อนทั่งโกลนเจ็บแปลบด้วยอิทธิพลจากความดันอากาศ ได้แต่กลืนน้ำลายแล้วเกาะหน้าต่างมองดูผืนดินเหมือนเด็กๆ

วินาทีแรกที่แตะพื้น โลกโคลงนิดหน่อย สิ่งเดียวที่รู้แน่ๆ คือ อากาศร้อนบัดซบ เดินงงๆ เบลอๆ ทั้งสองคน ฉัน และอ้วน ชายหนุ่มผู้มีกล้องถ่ายรูปเป็นอวัยวะชิ้นที่สามสิบสาม พูดจาล่กๆ เหมือนคนแอบขโมยของในซูเปอร์มาร์เก็ต ความกวนตีนอยู่ในระดับ 100 เต็ม 10 สิ่งเดียวที่ดีคือ สามารถควักเงินในกระเป๋าตังค์ออกมาได้เหมือนไม่มีวันหมด อ้อ แถมความเป็นเพื่อนอีกอย่าง ที่เขาพอจะมีความสามารถอยู่บ้าง

เป้าหมายแรกของเรา คือร้าน ‘ส้มตำกระเทย’ ว่ากันว่าอร่อยเด็ดสุดในเมืองร้อยเอ็ด แต่ก่อนอื่น เราต้องรู้ก่อนว่า จะออกจากสนามบินร้อยเอ็ดอย่างไร เห็นบูธรถเช่าหลายที่ มีบริการรับ-ส่งคนเข้าเมือง แต่เพื่อความชัวร์ขอเดินไปถามประชาสัมพันธ์ดีกว่า ซึ่งเรากลับพบว่า หญิงสาวผู้ง่วงงุนก็ไม่ได้รู้อะไรมากไปกว่าคนต่างถิ่นอย่างเราเลย

“สนามบินอยู่ห่างจากตัวเมืองไกลมั้ยคะ ไม่มีรถโดยสารเลยเหรอ”

“ลองไปเช่ารถดูค่ะ น่าจะ 200-300 บาท ไม่แน่ใจเหมือนกัน ที่นี่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 16 กิโลฯ”

หลังคำตอบนั้น เราก็พบว่า หน้าสนามบินไม่มีรถขนส่งสาธารณะใดๆ ทั้งสิ้น เป็นพื้นที่โล่งๆ กลางทุ่งนา เหมือนศูนย์ปฏิบัติการลับของนาซ่าที่ปิดทางเข้าออกกลัวคนมารู้เข้า และด้วยบุคลิกงงกับชีวิตของเราทั้งสอง ลุงคนหนึ่งก็เชื้อเชิญให้นั่งรถเช่าคุณภาพเยี่ยมของเขา

“ไปไหนน้อง คุยราคากันได้ กิโลเมตรละ 15 บาท”

“ไปในตัวเมือง ร้านส้มตำกระเทยค่ะ” จบประโยค แอบเห็นเขาสบตากับเพื่อนแว้บหนึ่ง

“โอ๊ย รู้จัก ไปๆ พี่พาไป คิดสองคน 300 บาท” ด้วยไม่มีทางเลือก เราเดินตามขึ้นรถอย่างว่าง่าย กระบะสีบร็อนซ์เงิน ดูผ่านการใช้งานมาโชกโชน พอขึ้นไปนั่งเบาะหลัง ได้ยินเสียงเพลงหมอลำดังต้อนรับ บนรถไม่มีบทสนทนามากนัก จะมีก็แต่อ้วน เด็กชายผู้จดทะเบียนเกิดในกรุงเทพฯ เติบโตย่านสีลม ร้องดีใจเมื่อขับผ่านทุ่งนา เจอไอ้เขาแหลมเล็มหญ้าอยู่

“เชี่ยย ควายว่ะ” สิ้นเสียง แอบเห็นคนขับรถมองผ่านกระจกหลัง

“มึงจะตกใจอะไรวะ” ด้วยพื้นเพเป็นคนขอนแก่น ควายจึงไม่ใช่เรื่องแปลก พอๆ กับกรุงเทพฯ มีเซเว่นฯ ทุกซอย

“ไม่ได้หาดูง่ายๆ นะเว้ยมึง”

เราจบบทสนทนาแค่นี้ และปล่อยให้เพลงหมอลำทำลายความเงียบต่อไป ไม่นานก็ถึงร้านส้มตำกระเทย ปัญหาเดียวที่เกิดขึ้นคือ ตอนจะจ่ายตังค์ เรามีเงิน แต่ไม่ได้อยู่ในกระเป๋า เทคโนโลยีที่คนกรุงคุ้นชินคือเดินไปกดที่ตู้ แต่ใช้ไม่ได้กับร้อยเอ็ด เมืองที่ตู้เอทีเอ็มมีหลักแหล่งของตัวเองชัดเจน และมันเดินไม่ได้จากที่ที่รถจอด

เหมือนจะใจดี คนขับรถพาเราไปกดเงินที่ตลาด หลังรับเงินกลางแดดจ้า เราพบว่าตัวเองถูกทิ้งให้เดินกลับร้านเอง มันจะไม่ถือเป็นความเดือดร้อนเลย ถ้าอุณหภูมิบ้านเรา 25 องศา และมีเมฆสวยปกคลุมท้องฟ้า ความจริงคือชายหญิงวัยรุ่น สะพายกล้อง และถุงผ้า เอาเสื้อยีนส์คลุมหัว เดินกลางแดดจ้า พูดบ่นซ้ำๆ ว่า ทำไมเราต้องมาเจออะไรแบบนี้

“ไหนใครบอก คนต่างจังหวัดมีน้ำใจ” เสียงตัดพ้อเล็กๆ จากหนุ่มร่างสูง ฉันไม่ได้ตอบอะไร ได้แต่หัวเราะ มองรองเท้าหนังที่ตัวเองใส่มา “กระแดะจะเท่แบบยุโรป ไม่รู้ตัวเล้ยว่ามึงเกิดในเมืองร้อน” ก่นด่าตัวเองในใจ

เดินมาสักพัก เราแทบพุ่งเข้าหาหลักกิโลขนาดใหญ่ ป้ายเด่นชัด ‘ส้มตำกระเทย’ หมุดหมายภารกิจที่ทำให้เราต้องมาถึงร้อยเอ็ด ก็คือการรีวิวส้มตำ!

พี่เก่ง เจ้าของร้านเดินมา บุคลิกดี ยิ้มเก่ง แต่ที่แน่ๆ เขาดูไม่ใช่กะเทยแบบที่เราคิดไว้ตอนแรก

“ส่วนมากพี่รับกะเทยมาตำส้มตำให้ ลองคิดดู กะเทยที่ไม่มีการศึกษา เขาจะทำอาชีพอะไรได้บ้าง ที่เปิดร้านก็เป็นพื้นที่ให้เพศที่สาม เราเอาคนมาเทรนตำตามสูตรของเรา” พี่เก่งเล่าที่มาชื่อร้าน ก่อนเดินไปสั่งแม่ครัว ให้ทำเมนูมาให้เราถ่ายรูปประมาณ 5 อย่าง

รอไม่นาน ส้มตำหน้าตาสวยงาม ทยอยมาวางบนเสื่อทีละจาน ความเหน็ดเหนื่อยทั้งหมดมลายหายไปทันที เริ่มตั้งแต่ ยำถั่วพู (ใส่กุ้งเน้นๆ) ตำผัวเผลอ (ตำไทยใส่ไข่เค็ม มีแค็ปหมูวางเคียง) ตำลืมผัว (ตำปูปลาร้า กลิ่นปลาร้าหอมกรุ่นไม่ฉุนจมูก) ปีกไก่ทอด 5 ชิ้น ก่อนตบท้ายด้วยปลาเผาตัวใหญ่ เคียงด้วยน้ำจิ้มหวาน น้ำจิ้มซีฟู้ด และแจ่วปลาร้าสูตรเฉพาะ

eveadventure_07

“ให้กูถ่ายรูปก่อน”

มือที่กำลังจะฉวยเอาแค็ปหมูมากิน ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงเพื่อนช่างภาพ

ท้องร้องประท้วงเงียบๆ แต่งานคืองาน เพื่อนอ้างความเป็นโปรเฟสชั่นนอล ซึ่งไปกันไม่ได้กับความหิว แน่ละ ฉันเดินวนเวียน คอยจัดวางจานนั้น สลับจานนี้ อ้วนถ่ายรูปอย่างตั้งใจ ส่วนฉันยืนมองกุ้ง และจินตนาการไปว่าจะกินตัวไหนก่อน เนื้อตรงไหนแน่น มะละกอดูสดจัง เนื้อปลาขาวนวลดีแท้ น้ำจิ้มซีฟู้ดน่าจะอร่อย อยากลองจิ้มสักหน่อย

เหมือนเพื่อนจะรู้ว่าหิวหนัก มันเลยกวนตีนโดยใช้เวลาละเมียดละไมอยู่กับการหมุนเลนส์กล้อง ปรับความคม ชัดตื้นชัดลึก วนหามุมไปมา ทั้งๆ ที่มีมุมอยู่แค่นั้น หมดเวลาไปกับการถ่ายรูปประมาณครึ่งชั่วโมง มะละกอสดๆ เริ่มแสดงอาการล้า และก่อนที่จะสายเกินไป ก็ถึงเวลาจ้วงกินอย่างหิวโหย

กับข้าวที่น่าจะใช้คนกิน 4-5 คน ถูกถ่ายเทลงกระเพาะของเราจนเฉียดคำว่าเกลี้ยง ปีกไก่หมดเร็วที่สุด ตามด้วยปลา ที่เปลี่ยนเนื้อขาวเป็นก้างภายในเวลาไม่กี่นาที ทำเอาลืมอาหารอิตาลี ญี่ปุ่น สนิทใจ

เราออกมาจากร้านส้มตำกระเทย เหมือนผู้ได้รับชัยชนะ พี่เก่งเจ้าของร้านใช้ BMW ป้ายแดงไปส่งเราที่ร้านถัดไป คนอิ่มสองคน นั่งมีความสุขบนรถแอร์เย็นฉ่ำ และคิดกับตัวเองว่า “วันนี้ดีจังเลยน้า”

ถึงหน้าร้านส้มตำถาด ร้านที่คนแน่นเอี๊ยดเหมือนโรงอาหารตอนเที่ยงวัน เราตัดสินใจร่วมกันว่า จะหาเบียร์กินก่อน แล้วค่อยกลับมาสู้รบกับจำนวนคนที่น้อยกว่านี้

“นั่นไง เซเว่น” พูดกันสั้นๆ ก็เดินมุ่งไปอย่างแข็งขัน กำแบงค์ร้อยจ่ายตังค์ ได้สิงห์มาสองประป๋อง เสียงเปิดป๊อก ชื่นใจ เรานั่งกินกันดิบๆ อยู่หน้าตู้เติมเงินข้างเซเว่น

เพื่อนหนุ่มอวดรูปที่เพิ่งไปเที่ยวตุรกีมา เล่าบทสนทนากับหนุ่มแขกผู้สักลายการ์ตูน Bleach ไว้ตรงหัวไหล่

“เขาบอกว่าชอบ ก็เลยสัก” เพื่อนเล่าต่อ ก่อนบอกว่า ที่นั่น เมื่อคุณขอไฟแช็ค ทุกคนจะจุดบุหรี่ให้คุณทันที

“ตอนแรกกูคิดว่าเป็นเฉพาะคน สักพักคนที่สองก็มา คนที่สามก็มา คนที่สี่เป็นอีก กูว่าชัวร์ละ แม่งจุดให้ทุกคน” จากที่ฟังเพื่อนเล่า บ้านเมืองและสภาพความเป็นอยู่ที่ตุรกีสวยและน่าสนใจ

“กูโคตรเบื่อ เวลาเขาพาไปเที่ยวที่เป็นแลนด์มาร์ค กูอยากไปเดินดูคน วิถีชีวิต อะไรแบบนั้นมากกว่า” ว่าแล้วก็เปิดภาพมัสยิดในเมืองอิสตันบูลให้ดู เขาไม่ชอบมันเท่าไหร่ แต่อวดภาพคนเดินถนนให้ดูอย่างกระตือรือร้น

eveadventure_06

ระหว่างที่เราคุยกัน มียายขายถั่วเดินมา คุยเรื่องแขก แต่ดันเป็นคนลาวเสียนี่ที่มาขายถั่วให้ อ้วนขอถ่ายรูปคุณยายไว้เป็นที่ระลึก เราจิบเบียร์แกล้มถั่วไปจนหมดกระป๋อง เดินกลับไปที่ร้านส้มตำถาด และเริ่มสวาปามกันอีกรอบ ความเผ็ดระดับ 9 ริกเตอร์ ทำให้เราปากสั่น บวม ไม่พูดไม่จา เอาแต่ดูดน้ำแข็งแก้วแล้วแก้วเล่า แต่เราไม่ปฏิเสธความอร่อย รสชาติแบบอีสานแท้ๆ

“มึงดูพริก แม่งเยอะกว่ามะละกออีกมั้ง” เพื่อนหนุ่มบ่นเอาฮา แต่มือโซ้ยไม่หยุด

ถ้าไม่มีแค็ปหมู กับไข่ต้มมาช่วยชีวิต ตำซั่วร้อยเอ็ดคงคร่าชีวิตเราสองคนเป็นแน่แท้

หมดภารกิจทัวร์ร้านส้มตำ เข็ดหลาบกับรสปลาร้า และขอยอมแพ้ความเร่าร้อนของพริก ไปตามหาเครื่องดื่มซ่าๆ เย็นๆ จิบกันดีกว่า เราหารถไปส่งที่ บขส. เพื่อนั่งรถประจำทางไปลงสนามบิน เก็บเงินเหมารถไว้ไปจ่ายค่าเบียร์ให้ชื่นใจ

ไฟล์ทบิน 2 ทุ่ม ก้มมองนาฬิกา เพิ่งบ่ายสามนิดๆ เวลาของเบียร์จึงเริ่มต้นใต้ต้นมะขาม กับซุ้มยาดอง

ลีโอ น้ำแข็ง แก้วใหญ่ๆ ไม่ได้ล้างสองแก้ว และเสียงรายการเกมโชว์ร้องเพลงลูกทุ่ง ทำให้บ่ายนั้นสมบูรณ์แบบ

“กูรู้สึกเหมือนนั่งอยู่ในบาร์คาวบอย” อ้วนพูดก่อนเพยิดหน้าให้มองไปด้านหลัง แล้วพูดต่อ “ลุงคนเมื่อกี๊ เดินมากระดกเหล้าขาวเข้าปากกรึ้บนึง กินน้ำตาม แล้วก็เดินไปเลย อย่างเท่” แววตาหนุ่มเมืองหลวงเก็บความตื่นเต้นไม่มิด

“เรื่องปรกติ คนทำงานหนัก ชาวบ้านทำไร่ทำนา เขากินเหล้าขาวเพื่อเพิ่มพละกำลัง ทำให้คึกคัก เหมือนโดนตบหน้าแรงๆ สักที” ฉันอธิบาย

“ก็เหมือนเรากินเบียร์ใช่มั้ย ลดความเหนื่อย แต่แค่ไม่เหนื่อยเท่าเขา”

“หาเรื่องกินมากกว่า” ฉันตอบ กระดกแก้วเบียร์ที่น้ำแข็งละลาย แต่ทำไงได้ เบียร์ในขวดไม่เย็น ต้องพึ่งน้ำแข็ง กินเบียร์อุ่นก็เหมือนยาแก้ไอน้ำดำ ถึงจะทำให้เมา แต่อรรถรสเสียไปเยอะ

หมดเบียร์ไปสามขวด ไม่แน่ใจว่าใครกำหนด แต่อารมณ์สามขวด มันพาให้เราอยากขวดที่สี่ ที่ห้า ตัดใจเพราะมีไฟล์ทบินรออยู่ นาฬิกาประมาณห้าโมงเย็น เราตัดสินใจเดินรอบ บขส. รอบหนึ่ง ก่อนวนมาขึ้นรถ ที่เขาบอกว่า ออกทุก 20 นาที

eveadventure_04

“มึงว่าจะใช่คันสุดท้ายป่ะวะ” ฉันถาม

“ไม่หรอก กูเห็นมีตลอด นี่เพิ่งกี่โมงเอง” เราเดินมาอย่างชิล เพื่อพบว่า รถโดยสารหายไปหมดแล้ว ถามป้าขายอาหารตามสั่ง แกบอกว่า รถน่าจะหมดแล้วละ

สุดท้ายต้องซมซานไปเหมารถเช่าอีกครั้ง รอบนี้โดนไป 350 บาท คนขับบอกว่า “เดี๋ยวพี่เปิดแอร์ให้เย็นๆ เลย ขอเพิ่ม 50 บาทละกัน”

อ้วนนอนหลับตลอดทาง ส่วนฉันนั่งมึนเบียร์อยู่หลังรถ ไม่นานเราก็ถึงสนามบิน

นั่งดูบอลคู่ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เจอ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ฆ่าเวลา แต่ความมันของลูกกลมๆ ทำให้เราดูอย่างจริงจังซะอย่างนั้น

ถึงเวลาขึ้นเครื่อง เราเดินลงไปในลานกว้าง เห็นฟ้าชัดแจ๋ว เป็นคืนพระจันทร์ยิ้ม ถึงจะดูเป็นยิ้มเบี้ยวๆ แต่ก็ยังน่ารักอยู่ดี

เครื่องทะยานขึ้นฟ้าอีกครั้ง ฉันนั่งมองพระจันทร์ยิ้มผ่านกระจก เราใกล้กันมาก ฉันไม่ได้ขยับปากยิ้มตอบ


เรื่อง : ปาณิส โพธิ์ศรีวังชัย / ภาพ : สิทธิพงษ์ ติยะวรากุล

End

กลับด้านบน