ล่องไหลในไซง่อน (บางบันทึกในเวียดนามใต้)

 

ชา 2 แก้ว ถูกนำมาวางบนเคาน์เตอร์ แทนที่จะเป็นเบียร์อย่างที่วางอยู่บนโต๊ะอื่นๆ

ใกล้ค่ำแล้ว ตอนที่เราไปถึงเกสต์เฮ้าส์ และมันควรจะเป็นเวลาของเบียร์มากกว่าชา แต่ด้วยรอยยิ้มจริงใจของบาร์เทนเดอร์หนุ่ม ทำให้เราปฏิเสธไม่ได้  และดื่มรวดเดียวหมดแก้วเพื่อไม่ให้เสียน้ำใจ

ไซง่อนเป็นเมืองเสียงดัง แต่ในบาร์ชั้นล่างเกสต์เฮ้าส์นั้นอบอวลไปด้วยเสียงเพลงของบรูโน่ มาร์ส เหมือนอยู่คนละโลกกับท้องถนนที่เต็มไปด้วยเสียงแตร

คนดูแลเกสต์เฮ้าส์เป็นหญิงสาว เดาอายุน่าจะไม่เกิน 30 ผิวขาว เจ้าเนื้อ และมีสำเนียงภาษาอังกฤษน่าฟัง หลังจากเช็คอินเรียบร้อย เธอพาเราขึ้นไปห้องพักแบบดอร์ม มีคนนอนอยู่แล้ว 3 คน ชาย 2 คนนอนบนเตียงอย่างเปี่ยมสุขอยู่ก่อนแล้ว อีกหนึ่งหญิงสาวนอนกดโทรศัพท์อย่างสบายอารมณ์

เราเป็นเอเชียเพียง 2 คน เก็บของอย่างเงียบกริบ ก่อนเตรียมตัวออกไปท่องราตรี

ไม่แน่ใจว่าฝรั่งเคราเฟิ้ม ที่นอนถอดเสื้อ ใส่กางเกงบอลเป็นคนอเมริกันรึเปล่า แต่ที่แน่ๆ เขานอนดูโดนัลด์ ทรัมป์ ออกรายการโทรทัศน์ผ่านหน้าจอโทรศัพท์อย่างตั้งใจ

มาไกลถึงอีกฟากโลก แต่เขาทำตัวเหมือนนอนอยู่บ้านได้อย่างเนียนตา

ตอนเราลงมาที่บาร์ บาร์เทนเดอร์หนุ่มหน้าเริ่มแดง เขาคุยอยู่กับนักท่องเที่ยวชาวเนเธอร์แลนด์อย่างออกรส ท่าทางสุภาพ เป็นมิตรและฉลาดแบบเขานั้นไม่น่าแปลกใจที่ผู้คนจะชอบนั่งแช่บนเคาน์เตอร์เพื่อให้เขาหยิบเบียร์ให้ขวดแล้วขวดเล่า

ร้านรวงข้างนอกเริ่มเปิดไฟ แม้ดวงอาทิตย์จะยังไม่หายดี แต่ผู้คนก็ปลดปล่อยพลังงานยามค่ำคืนออกมาอย่างคึกคัก

 

 

เราเดินไปย่านฟามงูเหลา บอกตรงๆ ว่า นี่ก็ถนนข้าวสารบ้านเราดีๆ นี่เอง หลายบาร์เปิดเพลงแข่งกัันแต่ก็ยังไม่อึกทึกคึกโครมเท่าเสียงแตร

เบียร์ไซง่อน กับเบียร์ไฮเนเก้นขายดีที่สุด

ไซง่อนขวดละ 10,000 ด่อง เป็นเงินไทยก็ 15 บาท ไม่มีภาษีแพงหูฉี่มากวนใจให้เสียอารมณ์ ส่วนไฮเนเก้นที่แพงแสนแพง อยู่โฮจิมินห์อนุญาตให้คุณดื่มมันได้ในราคาขวดละ 25,000 ด่อง หรือ 37 บาทเท่านั้น

แม้ว่าค่าครองชีพจะแสนถูก และคือสวรรค์ของคนดื่มเบียร์จุ แต่ยินเสียงนักท่องเที่ยวบางคนยังบอกว่า “I like Bangkok than Saigon” ฉันไม่รู้เหตุผล และไม่อยากเข้าข้างตัวเอง แต่กรุงเทพฯ ดูเป็นเมืองที่ซับซ้อนมั่วซั่ว และเย้ายวนกว่าจริงๆ สำหรับนักท่องเที่ยว หรือแม้แต่คนที่อยู่เองก็ตาม

เราเดินมาจนถึงตลาดเบนถัน หวิดจะโดนมอไซค์เฉี่ยวไป 2 ที แต่ด้วยสกิลระดับเวิลด์คลาสของคนที่นี่ ทำให้เรายังมีชีวิตอยู่

ตามรายทาง มีผู้คนนั่งบนโต๊ะเตี้ยๆ ถ้าเป็นที่ไทย เราคงชินกับการเห็นแก้วเบียร์ หรือขวดเหล้าวางอย่างแจ่มใส แต่ที่นี่จิบกระทิงแดงเคล้าเสียงเพลง แววตาและท่าทางไม่ผ่อนคลายเท่าที่ควร ดูเหมือนเป็นเวลาพักงาน มากกว่าพักผ่อน

เด็กหนุ่มขับมอเตอร์ไซค์ ลากตู้เหล็กผ่านทางโค้งอย่างชำนิชำนาญ มือขวาบิดคันเร่ง มือซ้ายเกร็งแน่นเพื่อจับตู้ให้อยู่หมัด  เป้าหมายคือถนนหน้าตลาดเบนถัน จากพื้นที่โล่งๆ พวกเขาใช้เวลาไม่ถึง 20 นาทีในการเนรมิตทุกอย่างให้กลายเป็น Walk Street

การทำงานหนัก ดูเป็นเรื่องปรกติของคนเวียดนาม รถมอเตอร์ไซค์ที่ฉวัดเฉวียนบนท้องถนนดูมีเป้าหมายและเร่งรีบ เกินกว่าครึ่งมีสัมภาระอยู่บนเบาะรถ ไม่แน่ใจว่าเขามองนักท่องเที่ยวด้วยสายตาแบบไหน แต่ที่แน่ๆ ถ้าเป็นฉันคงหมั่นไส้แน่ๆ ถ้าเห็นพวกว่างงานมานั่งจิบเบียร์อย่างสำราญใจต่อหน้า ในขณะที่เรากำลังทำงานอย่างเข้มข้น

แต่นาทีนี้ ฉันไม่ได้อิจฉาใคร

 

 

หลังจากเดินซื้อของ ถ่ายรูป กินไอติม Baskin – Robbins ในราคาโคตรถูก ซื้อสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นผัดไทยเวียดนามจากคุณยาย ซึ่งเส้นแข็งมากแบบไม่สุกแน่นอน เราก็ขออนุญาตโยนถุงอาหารทิ้ง และกลับมาเยียวยาตัวเองด้วยเบียร์ไซง่อนที่บาร์ใต้เกสต์เฮ้าส์

ชายเคราเฟิ้มนุ่งกางเกงบอลคนนั้น นั่งกดโทรศัพท์อยู่ก่อนแล้ว มีเบียร์ไซง่อนที่พร่องไปครึ่งขวดเป็นเพื่อน เขาดูไม่เมา ไม่ได้มีความสุขอะไรเป็นพิเศษ และไม่ยี่หระต่อทุกสิ่งอย่างที่อยู่รอบตัว

เพลง กินตับ ของเท่ง เถิดเทิงดังขึ้นมาแบบไม่เชื่อหู ไม่คิดว่าประโยคอย่าง “ไปเที่ยวกันไหม จะไปก็รีบไป ไปกับพี่แล้วสบาย เดี๋ยวพี่พาไปกินตับ…” จะลอยข้ามประเทศมาถึงนี่

บรรยากาศในร้านคึกคักขึ้นทันตา แต่แทนที่บาร์เทนเดอร์หนุ่มจะปล่อยให้เป็นแบบนั้น เขากลับกดเปลี่ยนเป็นเพลง Yellow ของ Coldplay ตอนที่เท่งร้องว่า “ตับหวานน้องสนใจไหม ตับหวานน้องสนใจไหม ตับหมูตับไก่อยากให้น้องกินตับ ตับตับ ตับตับ…”

พี่เท่งผิดตรงไหน ฉันคร่ำครวญในใจ แล้วกระดกเบียร์ไปหนึ่งอึกใหญ่

“Are you from Thailand?” บาร์เทนเดอร์หนุ่มถามเสียงนุ่ม ฉันตอบรับ ก่อนบอกไปว่า “I like Saigon” เขายิ้มรับหนึ่งที แล้วพูดด้วยรอยยิ้มที่กว้างกว่า

“The beer or the town?”

“Both”

ใจจริงอยากจะตอบให้ยาวกว่านี้ แต่กลัวพูดไปแล้วจะงงกันยิ่งกว่าเดิม ด้วยสกิลอิงลิชแบบด้นสด ฉันเลยตอบไปสั้นๆ

อันที่จริง เบียร์ไซง่อน กับ เมืองไซง่อน ไม่เหมือนกันเลย

เบียร์นั้นเจือจาง บางเบา ต้องซัดหลายอึกกว่าจะรู้รสและดื่มด่ำ แต่เมืองนั้นเข้มข้นจนเหนียวคอ ความรู้สึกหนาหนักกดทับจากเสียงแตรและไรฝุ่น พลังความขยันขันแข็งของผู้คนนั้นเกินร้อย

แต่เมื่อได้จิบเบียร์เบาบาง ในค่ำคืนที่หนาหนัก มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรที่จะบอกว่าชอบทั้งสองอย่าง

End

กลับด้านบน