บนถนนไม่มีหลักกิโลเมตร

 

ถ้าเราออกจากกรุงเทพฯ ตอนตี 4 มุ่งหน้าสู่อีสานบนเส้นทางมิตรภาพ ขับรถด้วยความเร็วประมาณ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และท้องถนนโล่ง เราจะขับมาเจอพระอาทิตย์ขึ้นตรงลำตะคองพอดี

เส้นถนนโค้งตัดเข้าไปในดงไม้ ท้องฟ้ากระจ่างยิ่งใหญ่ท้าทายให้ขับเข้าไปหา ลำน้ำผืนใหญ่วางนิ่ง หมอกหนาปกคลุมอีกชั้น สงบราบเรียบท้าทายแสงแรกของวัน หมอกค่อยๆ คลายตัว รับความร้อนที่แผ่ออกจากดวงอาทิตย์ ภาพนี้จะสวยงามเป็นพิเศษหากเราอยู่ในเหมันต์ฤดู

เพลง กวีบทเก่า เวอร์ชั่นนูโว ดังรับกับภาพตรงหน้า เป็นซีดีที่ฉันซื้อในร้านสะดวกซื้อก่อนออกเดินทาง

99 บาท ได้เพลงร็อคไทยมา 50 เพลง บนถนนมิตรภาพ ฉันมี นูโว ไมโคร แมว จิรศักดิ์ โลโซ อัสนี-วสันต์ และเสือ ธนพล เดินทางเป็นเพื่อน

“…แต่ก่อน ทุกครั้ง ทีไร
ได้อ่าน ได้เห็น ในบท กวี
แค่อ่าน แล้วทิ้ง มันไป
ไม่เคยไยดี ไม่ซึ้งชวนฝัน…”

เสียงของจอห์น นูโว ในวัยหนุ่มยังนุ่มชวนฝัน และฉันเห็นด้วย กับข้อที่ว่า “กลอนที่ซึ้งๆ นั้นแทบไม่กระทบใจเราเลย… ถ้าไม่เจอมันเสียเอง”

และป้าย “ไม่มีที่ไหนสุขใจเท่าบ้านเรา” ที่ตระหง่านอยู่ข้างทางตรงปากช่องคงไม่สะดุดใจ ถ้าฉันไม่ได้กำลังจะกลับบ้านจริงๆ

รถเก๋งสีดำคันเก่าที่แม่บอกว่ามันไม่ถูกโฉลกกับฉัน กำลังจะถูกส่งต่อให้คนอื่น ครั้งนี้ฉันเดินทางกับมันเป็นครั้งสุดท้าย และหวังว่ามันจะทำหน้าที่ของตัวเองได้ดีอย่างที่เคยลุยน้ำลุยไฟด้วยกันมาตลอด ความสัมพันธ์ของเรายังราบเรียบและสวยงามเหมือนแสงที่กระทบลำตะคอง

จนกระทั่งฉันกำลังจะเข้าเขตขอนแก่น

 

แสงอาทิตย์อ่อนกลายเป็นแดดร้อนระอุ ถนนเรียบโล่งกลายเป็นเส้นขรุขระเต็มไปด้วยบ่อหลุม ตลอดทางมีรถสิบล้อขับฉวัดเฉวียนน่าหวาดเสียว

และในตอนนั้นเอง ที่ฉันกำลังล้าได้ที่ ป้ายบอกว่า อีกไม่ถึง 10 กิโลเมตร จะถึงเมืองพลซึ่งเป็นด่านแรกของขอนแก่นนั้นเป็นกำลังใจเล็กๆ ให้เหยียบคันเร่งต่อไปได้ ขับมาได้ไม่เท่าไหร่ เสียงปั้ง! ดังมาจากข้างหลัง คิดในใจว่าคงเกิดเหตุอะไรสักอย่างกับรถสิบล้อคันใกล้ๆ

ขับไปสักพัก ทางเริ่มขรุขระขึ้นเรื่อยๆ รถเริ่มเด้งเป็นจังหวะ ตอนนั้นเริ่มตงิดในใจแล้วว่า นี่เป็นเพราะถนน หรือเพราะรถเรากันแน่ ยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงดังปั้ง! ก็ดังขึ้นอีกรอบเพื่อยืนยันว่ามีอะไรผิดปกติแน่นอน

คราวนี้ไม่ต้องสงสัยแล้ว เพราะพวงมาลัยสั่นรุนแรง ควบคุมไม่ได้อีกต่อไป กลิ่นไหม้ลอยขึ้นมาฉุนจมูก

“อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะลูก” ไม่แน่ใจว่าปลอบคู่หู หรือปลอบตัวเองกันแน่

จากชิดเลนขวา ฉันค่อยๆ ประคองพวงมาลัยเข้าเลนซ้ายได้ในที่สุด บริเวณตรงนั้นเวิ้งว้าง มีเพียงทุ่งนาและเนินดินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ไม่มีแม้ร้านค้า ปั๊มน้ำมัน หรือหลักกิโลเมตร

ฉันดับรถ เดินลงมาดูเครื่องยนต์ มันไม่ได้เป็นอะไร

กลิ่นไหม้ลอยออกมาจากท้ายรถ ฉันเดินอ้อมไปดู พบว่าล้อหลังขวาแตกออกเป็นริ้ว แบนแต๊ดแต๋ติดกับพื้น รวมไปถึงที่ครอบล้อก็แตกยับเยินออกมาจากตัวรถด้วย

“ทำไมต้องฝืนตัวเองขนาดนี้” ฉันบอกตัวเองและปลอบประโลมรถในเวลาเดียวกัน

สิ่งแรกที่ฉันทำคือโทรหาสายด่วนทางหลวง

สองสาย ไม่ติด

ฉันเสิร์ชกูเกิ้ล หาเบอร์ทางหลวงจังหวัดขอนแก่น ที่น่าตลกคือ ฉันอธิบายไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหนกันแน่ บอกได้แต่ว่าอีกประมาณ 10 กิโลฯ จะถึงอำเภอพล ปลายสายตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงลำบากใจ

“เอ่อ ผมคิดว่าน่าจะไม่ได้อยู่ในเขตจังหวัดขอนแก่นนะครับ เดี๋ยวผมโทรหาทางหลวงโคราชให้”

 

คิดไปแล้วก็ขำ รถยางแตก ยังมาแตกอยู่เส้นพรมแดนจังหวัด และฉันก็ไม่แน่ใจนักว่าความรู้สึกไม่อุ่นใจที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะอะไร

รออยู่ 10 นาที มีสายเข้าจากช่างซ่อมในตัวอำเภอโทรเข้ามาถามพิกัดตรงที่รถเสีย ฉันอธิบายได้เพียง “มาจากกรุงเทพฯ กำลังมุ่งหน้าสู่อำเภอพล และมีเนินดินขนาดใหญ่ตั้งอยู่”

ระหว่างที่กำลังถกเถียงและคาดเดากันอยู่ ก็มีลุงคนนึงถือจอบพาดบ่าเดินผ่านมา

“เป็นอิหยังล่ะหล่า”

“ยางแตกจ้า แต่บ่ฮู้สิบอกซ่างจั๊งได๋ ลุงซ่อยเว่าให้แน่”

ฉันยื่นโทรศัพท์ให้ลุง ลุงใช้เวลาไม่ถึงนาที ช่างก็เข้าใจ ได้ความว่า ที่ตรงนี้เป็นที่นาของตาสักคนในหมู่บ้าน

ผ่านไป 45 นาที กับแดดที่ร้อนขึ้นๆ รถขับผ่านไปคันแล้วคันเล่า ฉันจึงเห็นช่างขับมอ’ไซค์ มือซ้ายถือล้อ มือขวาบิดคันเร่ง ยิ้มแป้นมาแต่ไกล เขาลงมือถอดล้อ เปลี่ยนล้อใหม่ ขันให้แน่นอย่างคล่องแคล่วรวดเร็ว

ฉันกล่าวขอบคุณคุณลุงและช่างหลายครั้ง จ่ายเงินเสร็จสรรพ ขับรถกลับขอนแก่นสบายใจ

แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า

เมื่อไม่มีหลักกิโลฯ บอกระยะ ไม่มีเส้นพรมแดนจังหวัดขีดไว้ ไม่มีปั๊มน้ำมันบอกสาขา แต่เรายังมีวิถีชีวิตของผู้คนที่เชื่อมกันอยู่ ด้วยความคุ้นชิน ด้วยความเรียบง่าย เพื่อบอกว่าใครเป็นใครบนแผ่นดินนี้

และบทกวียังขับขานในใจบนทางกลับบ้าน

End

กลับด้านบน