ถนนหนังสือ

book-road-bg

 

“…ถนนนครสวรรค์ รถชะตัวติดไฟแดงซึ่งมีอยู่หลายแยกบนถนนสายนี้ ตึกแถวสองชั้นแต่เป็นอาคารรูปทรงเก่าแก่ขนาบสองข้างทาง ดูทรุดโทรมขาดการดูแลรักษา มองเห็นผู้คนทั้งเด็ก วัยรุ่น วัยกลางคน ทั้งหญิงและชายวิ่งกรูกันลงมาเมื่อรถทุกคันจอดนิ่ง ในมือของพวกเขาถือถุงกล้อยทอดพะรุงพะรัง ต่างแยกลูกค้ากันเป็นพัลวันบนถนนที่ร้อนระอุ…” ลักษณ์อาลัย / อุทิศ เหมะมูล 

 

อากาศตอน 6 โมงเช้าของวันเสาร์วันนี้เย็นสบาย ฉันปิดหนังสือเล่มที่กำลังอ่านหย่อนกระเป๋า ลงจากรถเมล์สาย 70 เมื่อรถข้ามสะพานแล้วเลี้ยวซ้าย เดินย้อนมาหน่อย ก็เจอป้ายถนน ‘นครสวรรค์’

นครสวรรค์ คำนี้ แปลว่า กรุงเทพ ก็ได้นะ ฉันว่า

นครสวรรค์ ถนนที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงที่มีการเปลี่ยนระบบคมนาคมจากทางเรือเป็นทางรถยนต์ จากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยมาตามเส้นราชดำเนินกลางจนถึงสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนนครสวรรค์เริ่มต้นตรงนี้ ลากยาวไปจรดถนนพิษณุโลกหน้าสนามม้าจึงจะหมดสาย บริเวณนี้คุ้นกันในอีกชื่อว่า‘ตลาดนางเลิ้ง’ มากกว่า เพราะเชื่อมกับตรอกนางเลิ้ง ช่วงแรกยังเป็นถนนที่ปูด้วยอิฐ ก่อนที่พ่อค้าชาวจีนและยุโรปจะเริ่มเสนอให้มีการสร้างตึกแถวบริเวณข้างถนนเพื่อทำการค้า ถนนนครสวรรค์จึงพัฒนาไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับถนนเส้นดังสายอื่นๆ เช่น เจริญกรุง เฟื่องนคร ฯลฯ

ขณะที่ยืนอยู่ริมถนน มองไป บนถนนไม่มีรถมากนัก ตึกแถวเรียงรายสองข้างทางดูเงียบสงบ บ้างตึกเก่า สภาพของอาคารบ่งบอกกาลเวลาได้เป็นอย่างดี ฉันอดคิดไม่ได้ว่านี่คือถนนที่สร้างมาแล้วกว่า 100 ปี ภาพรถลากสัญจรไปมาบนพื้นอิฐแวบเข้ามาในห้วงความคิด ด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไป พื้นอิฐก็กลายเป็นพื้นที่ลาดด้วยยางมะตอย เวลา 100 กว่าปี สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้หลายอย่าง

ความน่าสนใจของถนนสายนี้ไม่ใช่เพียงอายุของอาคาร หรือวัสดุปูพื้นถนน ย้อนไปในช่วง 50-60 ปีที่แล้ว ช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯในปี 2485 จนถึงช่วงหลังสงครามโลก การอ่านหนังสือคือชีวิตประจำวันคนกรุงเทพฯ ถนนนครสวรรค์เริ่มมีชาวจีนมาทำธุรกิจโรงพิมพ์ รวมไปถึงคนไทยที่สนใจการทำหนังสือก็มาเปิดสำนักพิมพ์ที่นี่มากมาย โรงพิมพ์และสำนักพิมพ์กว่า 30 แห่ง ทั้งเล็กใหญ่กลายเป็นสิ่งขับเคลื่อนสังคมที่สำคัญไม่แพ้เวิ้งนาครเขษม หรือถนนเฟื่องนคร ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของหนังสือและวรรณกรรม นี่เองที่เป็นจุดเริ่มต้นประวัติศาสตร์ของถนนนครสวรรค์

 

thetrippacker_bkk_nang_loeng_market_n_001

-1-

เวลา 7 โมงเช้า

ถนนนครสวรรค์เริ่มตื่นแล้ว

เป็นช่วงเวลาคึกคัก อาคารร้านรวงเริ่มเปิดหน้าร้าน ฉันไล่สายตามองชื่อป้ายยี่ห้อต่างๆ รายเรียงกันสิบๆ คูหา ที่มักลงท้ายชื่อด้วยคำคล้ายๆกันว่า สาส์น, บุ๊กสโตร์ หรือ การพิมพ์ รถยนต์ รถมอเตอร์ไซค์ ต่างทะยอยจอดเรียงรายกัน ท้ายรถมีลังไม้ ลังพลาสติกเทินอยู่ พนักงานแต่ละร้านวุ่นวายแพ็คสินค้าไม่ว่างมือ เถ้าแก่เจ้าของร้านยืนกดเครื่องคิดเลขสลับกับการตะโกนสั่งลูกน้องให้ยกของอย่างระมัดระวัง

มอเตอร์ไซค์บางคันพุ่งออกไปแล้ว เป้าหมายเขาเป็นที่ไหน แผงหนังสือที่ใดสักแห่งหรือหลายแห่ง พวกเขามารับหนังสือที่ถนนนครสวรรค์เพื่อนำขายตามแผง

ดูเผินๆจากสายตาคนภายนอกอย่างฉัน ถนนนครสวรรค์ยังคงความเป็น ‘ถนนสายหนังสือ’ เหมือนเมื่อ 60 ปีก่อนไม่มีผิดเพี้ยน

ฉันเริ่มเดินดูหนังสือที่ร้าน ‘ผ่านฟ้าบุคสโตร์’ ซึ่งเป็นร้านแรกที่อยู่ตรงหัวมุม คนที่นั่งอยู่ตรงโต๊ะใหญ่กลางร้านเป็นคุณยายเชื้อสายจีน ท่าทางใจดี หนังสือในร้านส่วนมากเป็นแบบเรียนเด็ก สมุดวาดรูประบายสี และนิทานอีสป ฉันหยิบนิทานขึ้นมาเล่มหนึ่ง เปิดดูข้างใน พบนิทานเรื่องลมกับดวงอาทิตย์แข่งกันทำให้คนที่เดินผ่านถอดเสื้อคลุม จำไม่ได้ว่าใครชนะ แต่ที่จำได้คือมันเป็นหนังสือเล่มเดียวกับที่ฉันเคยอ่านเมื่อตอนเด็ก ไม่น่าเชื่อว่าแม้แต่ภาพวาดก็ยังเป็นลายเส้นเดิม ตัวอักษรก็ยังเป็นตัวอักษรแบบเดิม จะต่างกันก็แค่สภาพความใหม่เก่าเท่านั้นเอง

“เราทำมา 30 ปีแล้ว พิมพ์อย่างนี้มานานแล้ว” คุณยายคุย เมื่อฉันบอกไปว่าเคยมีนิทานเรื่องนี้

“เขาเพิ่งมารับเอาไปขายเด็กๆ ที่หน้าโรงเรียน ช่วงเช้าๆ นี่มาเยอะ ส่วนมากพวกนี้ก็มาจากไปซื้อของที่สำเพ็ง แล้วมาแวะเอาหนังสือที่ร้านเรา” คุณยายเล่าด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนแววตาเริ่มเศร้าลงเมื่อพูดถึงยอดขาย

“ขายดีแค่ช่วงเช้านะ พอสายๆ เงียบสนิท ก็อย่างที่เห็นนี่แหละ หลังจากคนมารับหนังสือก็ไม่มีลูกค้ามาแล้ว”

สิ่งที่คุณยายเล่าดูจะแตกต่างกับเรื่องราวในอดีตพอสมควร เพราะถนนสายนี้เมื่อก่อนนั้นคึกคักเหลือประมาณ มีนักเขียนแวะเวียนตั้งวงดื่มสุรากับเจ้าของสำนักพิมพ์ไม่ขาดสาย เอเยนต์มารับหนังสือที่โรงพิมพ์ไม่เว้นว่าง บรรยากาศความเป็นถนนหนังสืออบอวล

ถึงขนาดมีเรื่องเล่าที่ว่า ในช่วงที่ ‘พนมเทียน’ กำลังมีสัญญาตีพิมพ์เรื่อง ‘เพชรพระอุมา’กับสำนักพิมพ์ผ่านฟ้าพิทยา (พ.ศ.2508 ซึ่งปัจจุบันนี้ผ่านฟ้าพิทยาได้ยุติกิจการไปแล้ว) ในขณะที่เรื่องราวกำลังตื่นเต้น รพินทร์ ไพรวัลย์ต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าสุดอันตราย ผู้อ่านทนรอไม่ไหว จึงมาเข้าคิวรออ่านหนังสือตั้งแต่หน้าแท่นพิมพ์ยาวไปถึงหน้าร้าน ความคึกคักไม่ใกล้เคียงกับภาพปัจจุบันแม้สักนิด

คุณยายเล่าเสริมว่าแต่ก่อนถนนเส้นนี้มีโรงพิมพ์เยอะ แต่ด้วยสภาพทรุดโทรมของตัวอาคาร สถานที่คับแคบ เพดานต่ำไม่ได้มาตรฐาน หลายๆ โรงพิมพ์จึงย้ายออก เหลือทิ้งไว้เป็นแต่สำนักพิมพ์หรือร้านขายส่งหนังสือเท่านั้น ด้วยเวลาผันผ่าน หนังสือเหล่านี้ไม่ได้ขายดีเหมือนแต่ก่อน

“เด็กทุกวันนี้เขามีอะไรให้ทำเยอะ เขาเล่นกันแต่เกมคอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือกันน้อยลง แล้วแถวนี้มันก็อยู่ใกล้ศูนย์ราชการหลายที่ มีม็อบทั้งปีทั้งชาติ ถนนก็ปิดตลอด คนไม่ค่อยมากันหรอก อีกอย่างคือที่จอดรถไม่มี มันก็เหมือนเป็นทางผ่านเท่านั้น”

หลายปีมานี้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปจนถึงสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทยต่างเปิดเผยสถิติการอ่าน ซึ่งก็สอดรับกับสภาพสังคมเป็นอย่างดี รายงานชิ้นหนึ่งระบุว่า “เด็กและเยาวชนใช้เวลาอ่านหนังสือเฉลี่ยวันละ 39 นาที จากแต่เดิมที่เคยใช้เวลาอ่านเฉลี่ยวันละ 50 นาที ตรงกันข้ามกับเวลาดูโทรทัศน์ที่ยาวนานถึงวันละ 3-6 ชั่วโมง เล่นเกมวันละ 1-2 ชั่วโมง และพูดคุยโทรศัพท์ แชทผ่านทางมือถือวันละ 2-4 ชั่วโมง” โดยเด็กและเยาวชนเป็นกลุ่มคนที่อ่านหนังสือเยอะที่สุดแล้วเมื่อเทียบกับวัยอื่นๆ คนอ่านน้อยลง

“ทุกวันนี้ก็เอาหนังสือมาขายน้อยลง แต่ยังไงคงไม่เลิกทำ” พูดจบ รอยยิ้มนั้นยังคงฝังตรึง ยิ้มทั้งๆ ที่ยังมีเรื่องกังวลใจ และยิ้มเพราะยังมีกำลังใจ

 

%e0%b8%96%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%84%e0%b9%8c

-2-

ออกมาจากร้านผ่านฟ้าบุคสโตร์ เวลาล่วงประมาณ 9 โมงเช้า ถนนมีรถบางตา ร้านหนังสือเริ่มเงียบเหงาแล้ว ฉันเดินผ่านร้านต่างๆ ที่ขายแบบเรียน นิตยสาร การ์ตูนไทย การ์ตูนญี่ปุ่น หนังสือสำหรับเด็ก นวนิยาย ส่วนมากจะเป็นหนังสือที่เห็นตามตลาดล่าง ขายในต่างจังหวัด หรือในร้านหนังสือขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นแบรนด์หนังสือที่ตีพิมพ์เองจากสำนักพิมพ์บนถนนสายนี้ คงความดั้งเดิมไว้แทบจะไม่ผิดเพี้ยน ความรู้สึกของฉันเหมือนกำลังเดินย้อนอดีต ย้อนวัยเด็กตัวเองจากหนังสือนิทานเหล่านั้น

เดินเพลินๆ พลันสะดุดตากับป้าย ‘ศรีสยาม’ ร้านขนาด 2 คูหา มีนิตยสารหลากหลายวางอยู่ในตู้กระจก หนึ่งในนั้นมี ‘ขวัญเรือน’ ด้วยความด้อยความรู้ของฉัน สงสัยเหลือเกินว่า ร้านหนังสืออันเงียบเหงากับนิตยสารดังอย่างขวัญเรือนไปด้วยกันได้จริงหรือ

คุณยายนั่งอยู่คนเดียวในร้าน

“ใช่ ที่นี่แหละพิมพ์ขวัญเรือน” คุณยายกล่าวช้าๆ ด้วยสำเนียงจีน “ทีนี่ทำมา 50 กว่าปีแล้ว”

ฉันเหลียวไปรอบๆ ร้าน พบนิตยสารหลากหลายประเภท ไล่ตั้งแต่สำหรับวัยรุ่นอย่าง i-LIKE, Berry, i-see ไปจนถึงนิตยสารผู้หญิง เช่น ขวัญเรือน, เย็บปักถักร้อย, งานฝีมือ, แฟชั่นรีวิว หรือจะเป็นหนังสือการ์ตูนอย่างตลาดตลก สำนักพิมพ์นี้ก็คือ ศรีสยามการพิมพ์ ก่อตั้งโดยประเสริฐ คล่องเวสสะ และเป็นต้นกำเนิดของขายหัวเราะ

บันลือ อุตสาหจิต บรรณาธิการคนแรกของสำนักพิมพ์บรรลือสาส์นผู้ทำการ์ตูนไทยตลกอันเป็นตำนาน เป็นน้องชายของ ประเสริฐ คล่องเวสสะ บรรลือสาส์น กับ ศรีสยามการพิมพ์ จึงเคยเป็นสำนักพิมพ์และโรงพิมพ์เดียวกันมาก่อน มาแยกกันบริหารจัดการเมื่อช่วงประมาณ 40 ปีที่แล้ว

“แต่ก่อนโรงพิมพ์กับสำนักพิมพ์อยู่ที่นี่ แต่เดี๋ยวนี้มันแคบ เลยย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ดินแดง ตรงนี้ก็เอาไว้เป็นศูนย์จัดจำหน่ายอย่างเดียว” คุณยายผู้บอกว่าตัวเองมีหน้าที่นั่งเฝ้าร้านเล่าให้ฟังช้าๆ ซึ่งคำว่าโรงพิมพ์กับสำนักพิมพ์อาจจะน้อยเกินไป ต้องรวมคำว่า ‘บ้าน’ ไปด้วย พนิดา ชอบวณิชชา บรรณาธิการอำนวยการขวัญเรือน ผู้เป็นลูกสาวแท้ๆ ของผู้ก่อตั้งสำนักพิมพ์ศรีสยาม ยังเคยเขียนเล่าชีวิตวัยเด็กบนถนนนครสวรรค์ ในหนังสือ ‘40 ปีชีวิตในขวัญเรือน’ ว่า

ธุรกิจของครอบครัวเริ่มต้นจากการขายของเก่า พัฒนาไปขายหนังสือเลหลังจากสำนักพิมพ์ต่างๆ จนท้ายที่สุดจากการคลุกคลีกับหนังสือมาตลอด ทั้งหมดเลยตัดสินใจพิมพ์หนังสือขายเอง แท่นพิมพ์แท่นแรกเป็นของมือสอง ความเข้าใจในระบบโรงพิมพ์ก็ยังมีไม่มากนัก แต่สุดท้ายนิตยสารเล่มแรกก็คลอดออกมาในชื่อ ‘ศรีสยาม’ จากการตั้งชื่อของ ‘พนมเทียน’ ผู้แวะเวียนมาที่ถนนนครสวรรค์บ่อยครั้งและเป็นที่ปรึกษาการทำหนังสือของศรีสยามตลอด ท้ายที่สุดชื่อศรีสยามก็กลายเป็นชื่อสำนักพิมพ์ไปโดยปริยาย

คุณยายลุกเดินไปที่หน้าร้าน มีรถมารับหนังสือ เหตุการณ์ซึ่งนานๆ ครั้งจะเกิดขึ้นสักที

แท่นพิมพ์มือสองตัวเก่า ยังคงวางอยู่ที่หลังร้าน มีผ้าคลุมไว้อย่างมิดชิด รถมอเตอร์ไซค์ขับไปแล้ว วันนี้ที่ดินแดงเต็มไปด้วยความคึกคัก แต่ร้านหนังสือศรีสยามที่ถนนนครสวรรค์ส่งเสียงหายใจเงียบๆ เหมือนเดิม

 

dsc_3235

-3-

นอกจากศรีสยาม ด้านซ้ายของถนนนครสวรรค์ยังมีผ่านฟ้าบุ๊คเซนเตอร์ ร้านการ์ตูนญี่ปุ่นหมึกจีน ด้านขวาอาคารสีครีมสลับสีน้ำตาลแบบไม้ไปจนถึงสีคอนกรีตแทรกตัวอยู่เคียงกัน มีร้านหนังสือกว่า 20 ร้าน เหล่าสำนักพิมพ์เก่าแก่อย่าง บรรลือสาส์น คลังศึกษา แม่บ้าน รุ่งรัตน์การพิมพ์ ยังคงเปิดให้บริการอย่างเงียบเหงา ถึงแยกจักรพรรดิพงษ์ร้านกล้วยแขกไฟแดงชื่อดังกลับให้บริการอย่างคึกคัก

สำนักพิมพ์ ‘นครสาส์น’ หนึ่งในสำนักพิมพ์ที่ทำธุรกิจมากว่า 50 ปี ธุรกิจที่เป็นยิ่งกว่าธุรกิจสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น พิมพ์นิยายไทย และการ์ตูนไทย ประเภทการ์ตูนผีเล่มบางๆที่คนไทยคุ้นตา จากแต่ก่อนเล่มละไม่กี่สตางค์ จนปัจจุบันขายส่งในเล่มละ 3.50 บาท

“รอวันตายครับ ขายเองรู้เอง” คำตอบแรกจากเจ้าของร้าน เมื่อถูกถามว่าธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง

“ที่อยู่มาได้นานขนาดนี้ก็เพราะเราทำมาดี เรียกได้ว่าเก่าแก่ มีคนเชื่อใจเยอะ สายป่านยาว เครดิตดีว่างั้นเถอะ” เจ้าของร้านรุ่นปัจจุบันเล่าถึงความเป็นมา ในยุคก่อนสำนักพิมพ์ถือว่าเป็นหัวหนังสือใหญ่ของการ์ตูนไทย ผลิตการ์ตูนสม่ำเสมอ มีคนติดตามอ่านเยอะ และสร้างนักเขียนมาแล้วหลายคน

“เดี๋ยวนี้พฤติกรรมคนมันเปลี่ยน ของเมืองไทยบางอย่างคนไทยไม่อยากได้ ไม่อยากอ่านกัน เขาเปลี่ยนไปอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นกันหมด ที่ขายได้อยู่ทุกวันนี้ก็ส่งขายตามต่างจังหวัด หรือขายให้พ่อค้าแม่ค้าอ่าน” เขาเล่าเชิงปรับทุกข์ ก่อนย้อนกลับไปเล่าเรื่องราวในอดีต

“สมัยก่อนนักเขียนลายเส้นสวยๆ แต่งเรื่องสนุกมีเยอะ นักเขียนที่มีแฟนๆ ติดตามผลงานก็มีพอสมควร อย่างชาตรี ราชัน ศรีกุญชร พวกนี้ลายเส้นเขาเนี้ยบ แต่งเรื่องคุณภาพ ไม่เหมือนสมัยนี้ นักเขียนคุณภาพไม่ค่อยมีแล้ว เขียนได้ไม่ดีแล้วเรียกราคาสูงด้วย”

ค่าต้นฉบับขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งผู้เขียน คุณภาพและความนิยมของนักเขียน เฉลี่ยจะอยู่ที่หลักร้อยถึงหลักพันตามแต่จะตกลงกัน นักเขียนในยุคปัจจุบันที่ยังพอจะแต่งเรื่องดีๆ ออกมาได้ เห็นจะเป็น ‘จ้อย นครบึงหมอก’ นักเขียนการ์ตูนไทยที่ยังส่งต้นฉบับเป็นประจำ เจ้าของร้านเอาต้นฉบับของเขาที่ยังไม่ตีพิมพ์ออกมาให้ดูคร่าวๆ รูปวาดเนี้ยบ ตัวหนังสือสะอาดตา และดูท่าทางจะอ่านสนุกทีเดียว

“เสน่ห์ของการ์ตูนไทยคือลายเส้น ลายเส้นแบบไทยๆ นี่แหละ เรื่องราวก็สะท้อนสังคมไทย เป็นในแบบของเรา ที่ผมยังทำอยู่ก็เพราะมันเป็นอาชีพที่ทำมาแต่รุ่นปู่รุ่นพ่อ รักษาเอาไว้เท่าที่ตัวเองสู้ได้” เขากล่าวยิ้มๆ

“เพื่อนผมมาบอกว่า เฮ้ย! ชอบอ่านการ์ตูนของนครสาส์น เอาไปอ่านเวลาเข้าห้องน้ำ สบายใจดี ผมก็ยิ้ม เออ ถึงอ่านในห้องน้ำ แต่อย่างน้อยก็ยังมีคนอ่านล่ะวะ” พูดจบเขาหัวเราะลั่น จนเราหัวเราะไปพร้อมกัน

ก่อนจาก ฉันเลือกหยิบการ์ตูนมา  4 เล่ม ติดป้ายราคาปลีกเล่มละ 5 บาท ก่อนจะหยิบธนบัตรออกมาจ่ายเงิน เจ้าของร้านหนุ่มโบกมือปฏิเสธ “แค่มีคนอ่านผมก็ดีใจแล้ว” แล้วเราก็จากกันด้วยรอยยิ้มและคำขอบคุณ

แดดทอแสงแรงขึ้น อากาศที่เย็นสบายเมื่อเช้ากลับกลายร้อนอบอ้าว ฉันแวะหาน้ำดื่มจากร้านข้างๆ กล้วยทอดแม่กิมยุ้ยที่เขาว่ากันว่าเป็นเจ้าแรกแยกจักรพรรดิพงษ์

รถรายังคงวิ่งผ่านถนนนครสวรรค์สายนี้ไปต่อเข้าถนนหลัก คนขายกล้วยทอดวิ่งวุ่นบนท้องถนน ร้านหนังสือหลายสิบร้านยังอยู่ที่เดิม แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อหลายสิบปีก่อนอีกแล้ว…  

 

dsc_3223re

dsc_3228re

dsc_3240re

dsc_3224re

dsc_3242redsc_3226re

dsc_3233re

dsc_3172


ตีพิมพ์ครั้งแรกใน นิตยสาร WRITER ฉบับที่ 10 – กันยายน พ.ศ.2555

End

กลับด้านบน