กลับบ้านเก่า

 

สังเกตเอาเล่นๆ ว่า ช่วงหลายปีมานี้การได้กลับบ้านนอกของคนหนุ่มสาวเป็นความโรแมนติกแห่งยุคสมัย แม้แต่เป้ อารักษ์ ก็ยังร้องเพลงว่า อยากมีบ้านนอกเป็นของตัวเอง ซึ่งเอาจริงๆ ก็คงไม่ใช่ทุกคนหรอก ฉันแค่มองภาพรวมสนุกๆ เท่านั้น

การกลับบ้านช่วงเทศกาลอาจดูอบอุ่นโรแมนติกก็จริง แต่ความโหดร้ายของสภาพจราจรก็ไม่เคยปราณีใคร ฉันเคยทำสถิตินั่งรถกรุงเทพฯ-ขอนแก่น 12 ชั่วโมง เกินเวลาปรกติไปครึ่งนึง ความรู้สึกอยากกลับบ้านหายไปตั้งแต่ถึงปากช่อง คิดในใจว่าชีวิตมันต้องอะไรขนาดนี้ โชคดีที่ตอนนี้มีโปรเครื่องบินราคาถูกแบบไม่เกรงใจรถทัวร์ แต่ในช่วงวันหยุดยาวอย่างสงกรานต์ ปีใหม่ โปรโมชั่นก็ไม่เคยปราณีใครเช่นกัน

แต่ไม่ว่าเราจะกลับบ้านนอกยากเย็นแค่ไหน ฉันคิดว่าที่ยากกว่าคือการกลับบ้านเก่า

ไม่รู้ว่าคนอื่นมีบ้านมาแล้วกี่หลังในชีวิต แต่ฉันมีมาแล้วไม่ต่ำกว่า 5 หลัง ไม่ใช่เพราะร่ำรวยอะไร แต่เพราะต้องย้ายบ้านตามพ่อแม่ ซึ่งพ่อแม่ก็ย้ายตามภาระงานอีกที

หลวงพ่อเคยทักฉันในตอนเด็กว่า เด็กคนนี้จะเป็นคนไม่ติดบ้าน จะห่างบ้านตั้งแต่เด็กจนโต พูดให้เศร้ากว่านั้นคือจะเป็นพวกไม่มีบ้านที่แท้จริง คำทำนายเป็นจริงตั้งแต่พ่อแม่ส่งฉันไปเรียนโรงเรียนประจำตั้งแต่อายุ 12

แม้จะอยู่บ้านไหนได้ไม่เกิน 10 ปี แต่มีบ้านอยู่หลังหนึ่งที่นับเป็นบ้านจริงๆ จำกลิ่นผ้าม่านได้จริง คุ้นกับเสียงหมาข้างบ้าน จำรายละเอียดขั้นบันไดได้ และเดินในบ้านตอนปิดไฟได้โดยไม่ชนอะไร

เป็นบ้านพักข้าราชการของโรงพยาบาลในอำเภอเล็กๆ แห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ฉันอยู่ที่นั่นช่วงประถม และจากมาตอนขึ้นชั้นมัธยม เป็นบ้านไม้หลังเล็กที่ตอนนั้นฉันคิดว่ามันใหญ่ที่สุดในโลก

นับตั้งแต่จบ ม.1 จนถึงเรียนจบทำงาน ฉันยังไม่เคยกลับไปบ้านหลังนั้นสักครั้ง จนกระทั่งมีโอกาส ‘บังเอิญ’ ผ่านไปแถวนั้น คล้ายว่าความทรงจำกวักมือเรียกฉันขับรถเข้าไปในโรงพยาบาล ความรู้สึกคล้ายได้ข้ามกาลเวลา

ตั้งแต่วินาทีแรกที่เลี้ยวรถเข้าไป ภาพทุกอย่างในวัยเด็กผุดขึ้นมาเป็นโฮโลแกรม ฉันค่อยๆ เหยียบคันเร่ง ลัดเลาะเลี้ยวซ้ายขวาอย่างชำนาญ มือหมุนพวงมาลัยด้วยความเคยชิน แทบไม่ต้องคิดว่าต้องเคลื่อนตัวเองไปทางไหน นาทีนั้นเหมือนลอยอยู่ในฝัน แม้เป็นของจริง แต่สมองล่องลอยนิ่งงัน สนามเด็กเล่นตรงนั้นที่เคยโดนหมาไล่กัด ดงไม้ตรงนั้นที่เคยเล่นซ่อนหาจนมืดค่ำ บ้านต้นไม้ตรงนั้นที่สร้างไม่เสร็จ บ้านของรุ่นพี่ที่เป็นที่รวมตัวกินข้าวเย็น บ่อน้ำตรงนี้ที่เคยตกปลาลื่นโคลนจนเละเทะ ไล่เรียงบ้านเลขที่แต่ละหลัง จำได้ว่าหลังไหนเคยเป็นของใคร ขับเลาะไปจนถึงมุมท้ายสุดของบ้านพัก เจอบ้านไม้โทรมๆ หลังหนึ่งตั้งอยู่ สีไม้ถูกทาเป็นสีฟ้าแล้ว ป่าร้างหลังบ้านกลายเป็นแฟลตขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ดินที่เราเคยปลูกพืชผักสวนครัวกลายเป็นดินแห้งกรัง จักรยานที่พิงเสาบ้าน ไม่ใช่ LA สีทอง-ดำ ของเราอีกต่อไป

มองบ้านนิ่งงัน บันไดนั่นไง ที่เราวิ่งเสียงดังตึงตังจนพ่อต้องร้องปราม หลังคาสังกะสีนั่นไงที่เคยโยนฟันน้ำนมใส่ รอยบุบนั่นไงที่เราเคยปีนหลังคาแล้วตกลงมาข้างล่าง หน้าต่างนั่นไง ที่เป็นห้องนอนของพ่อแม่ แต่ผ้าม่านไม่ใช่ของเดิมอีกแล้ว

สิ่งเดียวที่ยังเหมือนเดิม คือป้ายเล็กๆ เขียนติดไว้ว่า ‘น้องอีฟ’ เป็นฝีมือของพ่อผู้หวงแหนและเห่อลูกสาวคนเดียวอย่างถึงที่สุด ป้ายนั้นอยู่สูง ติดยาก และคิดไม่ออกว่าคนที่มาอยู่ใหม่จะแกะออกได้อย่างไร

ป้าย ‘น้องอีฟ’ กระทบหัวใจฉันมาก ฉันเคยอยู่ตรงนี้ มีเลือดเนื้อตัวตน มีเสียงหัวเราะและน้ำตา หลักฐานเพียงหนึ่งเดียวคือป้ายเล็กๆ นั้น

มาตอนนี้ฉันพบว่า พื้นที่บ้านพักโรงพยาบาลนั้นเล็กมาก แต่ในวัยสิบขวบที่นั่นคือโลกทั้งใบ

เพิ่งรู้ว่าการเจอความทรงจำซึ่งๆ หน้า เป็นแบบนี้

ฉันกำลังจะกลับบ้านนอก คิดว่าคงได้กลับอีกบ่อยๆ แต่ไม่รู้อีกนานแค่ไหนจะได้กลับบ้านเก่าที่ตอนนี้กลายเป็นของคนอื่นไปแล้ว

End

กลับด้านบน